fbpx

เปิดอกคุยถึงเบื้องหลังขบวนการนักศึกษา และมุมมองการทำงานในอนาคต ผ่าน 2 คนรุ่นใหม่ ผู้คร่ำวอดในวงการขบวนการนักศึกษา

หลายคนอาจจะมองว่าขบวนการนักศึกษาเป็นขบวนการที่มีคนเบื้องหลังรึเปล่า? แล้วพวกเขาคือพลังบริสุทธิ์จริงเหรอ? แล้วมีเบื้องหลังอะไรเกื่ยวกับขบวนการนักศึกษาหรือเปล่า? ทำไมนักศึกษาจึงมีส่วนสำคัญในการผลักดันสิ่งต่างๆ วันนี้ The Educative จึงขอดึงตัว “แสตมป์-สัณหณัฐ ศรัทธาพร” และ “จอห์น-ภูมิวัฒน์ แรงกสิวิทย์” 2 คนรุ่นใหม่ผู้คร่ำวอดในวงการขบวนการนักศึกษา มาเล่าสู่กันฟังถึงความเจ็บปวดในอดีต ปัจจุบัน และทางในอนาคตต่อไป

เราเริ่มต้นจาก แสตมป์-สัณหณัฐ ศรัทธาพร ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท จะมาเล่าถึงความเจ็บปวดในอดีตและการก้าวไปข้างหน้าในปัจจุบันกันครับ

สารบัญบทความนี้

เล่าเรื่องตอนที่ไปเป็นเลขาธิการกลุ่มนี้หน่อยว่า ตอนที่ไปเป็นเนี่ย ทำไมถึงได้เป็น?

ตอนนั้นเหมือนกับว่า เลขาธิการกลุ่มเนี่ย เมื่อก่อนมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า เลขาธิการต้องเป็นทุกฝ่าย ทุกส่วนขององค์กร ตอนนั้นผมแค่อยากอยู่กับเพื่อนที่ชื่อ กระติ๊บ ก็ทำงานด้วยกัน ผมก็ไปช่วยงานปกติทั่วไป และกระติ๊บกำลังจะหมดวาระ ช่วงนั้นก็ไม่มีใครมาสานต่อ เหมือนก็มีอยู่บางส่วน แต่ว่า บางส่วนนั้นผมเองก็มองว่า สมมติถ้าเราเป็นได้ ก็เลยอยากลองดู ลองสมัครดูเล่นๆ แล้วก็ได้เป็นจริง

ตอนเป็นเราทำได้ทำงานอะไรบ้างครับ?

ผมได้จัดเสวนา แล้วก็จัดค่ายที่เป็นลับๆ ที่ให้น้องๆ มาเจอกัน มาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แล้วก็กิจกรรมยกเลิกทรงผมต้านเกรียน แต่ว่า โครงการก็ไม่อนุมัติผ่าน เพราะว่าหลาย ๆ อย่างมันไม่เป็นใจ อุปกรณ์ต่าง ๆ เราก็ถูก Cancel ไปเกือบหมดเลย จากใครก็ไม่รู้เหมือนกัน

ทำไมถึงตัดสินใจออก?

เอ่อ… พูดตามตรงว่า สถานการณ์หลาย ๆ อย่างช่วงนั้น มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีมากเท่าไหร่ มีทั้ง ทางสังกัดที่ศึกษาอยู่กดดัน สังคมที่โรงเรียนกดดัน หลาย ๆ อย่าง จนไม่สามารถทำงานได้ จนต้องออก แต่ตอนนั้นผมออกแล้วผมไปตั้งรักษาการไว้ แล้วฝ่ายบุคคลบอกว่า การลาออกครั้งนี้เป็นโมฆะนะ เพราะว่าผมอ่ะ ออกปากเปล่า ผมไม่ได้ทำเอกสารให้เขาไป เขาบอกว่าต่อให้ทำ Quote ไปยังไง ถ้าไม่ยื่นเอกสาร ก็เป็นโมฆะ ผมก็ อะได้ มึงจะคิดว่าเป็นโมฆะก็ได้ แต่ผมจะคิดว่าผมเป็นรักษาการ คิดต่อไปต่อมา ผมได้คิดเรื่อง Privilege ของเลขาธิการว่า ช่วงนั้นผมได้รับทั้งการออกรายการ การรับรองอย่างดี เรียกว่าโอ๋อย่างดีเลยครับ จนแบบผมรู้สึกว่า มันเกินไป เพราะเมื่อก่อนผมเป็นแค่เด็กยกของ ผมแทบไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ ผมคิดว่า มันคือ Privilege ที่ไม่มีใครสมควรได้รับ แม้กระทั่งผมก็ตาม คิดว่า ถ้าคนต่อจากนี้ใช้ Privilege ในทางที่ไม่ดีมันจะแย่เกินไป ผมเลยคิดที่ว่าจะทำการยุบกลุ่มทิ้ง ผมไปขอมติจากสมาชิก ความจริงเนี่ย ไม่ใช่จะขอมติด้วยซ้ำ มันเป็นการความเห็นของเลขาธิการคนเดียวก็ได้ แต่ผมไม่อยากเผด็จการอย่างนั้น ก็เลยขอความเห็นในที่ประชุม ขอมติยุบกลุ่ม ซึ่งตอนนั้นผมเป็นฝ่ายบริหาร ก็สามารถยุบกลุ่มได้ แต่ผมไม่พอใจแค่วันนั้น ผมไปลงในกลุ่มใหญ่ว่า จะยุบกลุ่มนะ ใครคิดเห็นยังไงก็กรอกใน Google Form ได้ ผลก็คือยุบกลุ่ม

แต่เวลาต่อมาก็ได้มีบุคคลนึงครับ ติดต่อมาหาผมว่า กลุ่มนี้สร้างมายาวนานนะนู่นนี่นั่น มี Connection กับนู่นนี่นั่น ถ้ายุบไปมันเสียดาย ผมก็บอกว่า ไม่ได้ มันเป็นมติออกมาแล้ว เขาบอกว่า คุณสนแค่คนทำงานสิ อย่าสนมติเลย แล้วคนนั้นก็มีความสนิทชิดเชื้อกับผม ผมก็บอกว่า โอเค ผมบอกว่าผมยุบกลุ่มไปแล้ว แต่ถ้าคุณจะทำต่ออะไรยังไง ถ้าทำเพจกลุ่มใหม่ ก็ทำใหม่ได้ แต่ถ้าคุณอยากได้เพจผมก็ให้ได้ เพราะว่าผมสนิทใจ และผมไม่ได้คิดจะทำอะไรในอนาคต ไม่ได้อยากยึดเพจไว้คนเดียว ก็เลยยกให้เขาไป โดยส่วนตัวผม ตอนนั้นก็ได้มีบุคคล ๆ หนึ่งเข้ามาป่วนในกลุ่มแชท จนที่เราจะคิด Reform กันใหม่ ไม่สามารถทำงานได้เพราะเขาปั่นป่วนการทำงานมาก จนไม่มีใครทนไหว ไม่ไหวแล้ว อยากออก ซึ่งผมในฐานะหัวหน้า พูดตามตรงว่าการที่ลูกน้องมาบอกว่าขอออกเป็นสิบกว่าคนเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ มันคือเรื่องใหญ่มาก ผมในฐานะที่รับเขามาทั้งหมด ผมคิดว่าผมมีส่วนรับผิดชอบ ถ้าเขาจะไปผมก็จะไปกับเขาด้วย แต่ต่อมาก็ได้เกิดกลุ่มใหม่ขึ้นมา ชื่อ 2.0  ผมตกใจมากเพราะว่า ได้มีมติยุบกลุ่มไปแล้ว สมาชิกออกเกือบหมด ก็งงว่ากลุ่มนี้เกิดขึ้นได้ยังไง

หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น?

มีเลขาธิการรุ่น 6 รุ่น 7 รุ่น 8 ออกมาได้ยังไงผมก็ไม่รู้ ไม่รับทราบเรื่องข้างในเลย แล้วก็ติดต่อกับทางกลุ่มก็ไม่ได้ รวมถึงก่อนหน้านี้ มีคนส่งข้อมูลมา 2,000 กว่าเคสในเรื่องการข่มขืนเข้ามาทางเพจ ผมติดต่อทางเพจไป เพจก็ติดต่อ หาข้อมูลตรงนั้นไม่เจอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการทำงานที่ชุ่ยมาก แล้วปัญหาส่วนตัวกับกลุ่มเนี่ย ค่อนข้างที่จะไม่มี เพราะว่าสมาชิกที่ทำงานด้วยกันกับผมอะ ผมทำงานเป็นครอบครัว ปัญหาจริงๆที่ 6 7 8 ที่ผมโดนมาตลอด 2 ปีและทีมงานโดนมา มันเริ่มต้นด้วยเรื่อง ปลั๊กไฟ

คือเรื่องปลั๊กไฟผมเคยโพสต์ลงไปแล้วในเฟซบุ๊ก ตอนประมาณรุ่นกระติ๊บ รุ่นกระติ๊บทำ TEDTALK เราได้ไปห้องสมุดสันติประชาธรรม ตอนนั้นเป็นของ ส.ศิวรักษ์ แต่ว่า เนติวิทย์ดูแลอยู่ เขาก็ให้นักเรียนมาฝึกซ้อมที่นี่ได้ ผมก็ไป Organize งาน คนที่เป็น Guest อยู่ในงานก็จะฝึกพูดอยู่ข้างใน ตอนนั้นประมาณ 4-5 โมง ทุกคนถูกเรียกมารวมตััวที่ห้องสมุดข้างบนหมดทุกคนเลย ผมก็งงว่า เรียกทำไมวะ ผมไม่อยากขึ้นห้องสมุดสักเท่าไหร่เพราะว่าแฟนเก่าอยู่ข้างในห้องนั้น (หัวเราะ) ก็นั่นแหละครับ ก็เข้ามา ทุกคนมุงปลั๊กไฟ ผมก็บอกว่าปลั๊กไฟมันมีอะไรขนาดนั้น คือผมโมโหที่ว่า ผมกำลังคิดงานได้แล้วดันเรียกผมขึ้นมา ผมก็ถาม “พี่ ปลั๊กไฟมันมีอะไร เรียกผมมาทำไม” เขาบอก “ทุกคนดูนะ” แล้วเขาก็เสียบปลั๊กไฟ เสียบติด ผมก็บอก “ก็ปกติหนิ มันก็ปลั๊กไฟ” พอลองชำแหละปลั๊กไฟออกมาดู มันมีซิมการ์ดอยู่ข้างใน มันมีไฟอยู่ข้างใน ที่เป็นไฟอื่น ไม่ใช่ไฟจากปลั๊กไฟ พี่เขาบอกว่า อันเนี่ย คือปลั๊กไฟดักฟัง ตอนไม่เสียบปลั๊ก มันเป็นปลั๊กปกติ แต่เสียบปลั๊กแล้ว มันจะแปรสภาพเป็นเครื่องดักฟัง แล้วเขาก็ได้ระบุบุคคลชื่อนึง ผมถามว่าใครเป็นคนทำ เพราะตอนนั้นผมมั่นใจว่าผมจะเอาพวกไปทัวร์ลง เขาก็บอกชื่อมาว่าเป็นของคนนี้ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งส่งมือดีไปสืบมา สุดท้ายก็ได้ใบเสร็จหลายๆอย่างมา ก็รู้ว่า อ๋อ คนนี้นี่แหละเป็นคนทำ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ

แล้วต่อมาผมก็ได้เป็นเลขาธิการ ก็จำเรื่องนี้ไว้ว่าเกิดขึ้นรุ่น 4 คน ๆ นี้ได้กลับมาอีกครั้งนึงในกลุ่ม ด้วยการทักเพจมา ผมเห็นก็รู้แล้วว่า อ๋อ เจ้าของปลั๊กไฟจะกลับมาแล้ว แล้วก็มีรุ่นน้องทักผมมาคนนึง เขาทักมาว่ามีแชทช่วยตอบหน่อยในเพจ ผมเข้าไปดู มีคนเดียวนี่หว่า ไอปลั๊กไฟ ก็โทรไปหาน้องว่า ไม่รับนะคนเนี่ย เพราะว่าทำเรื่องอันตรายไว้โดยการอัดปลั๊กไฟในยุครัฐประหารอะ จะมีตั้งแต่ รังสิมันต์ โรม ลูกเกด NPM ที่มาประชุมที่นี่ แล้วคุณเอาปลั๊กไฟอัดเสียงได้มาดักฟังเสียง Activist ในสมัยก่อน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก ๆ ผมก็ไม่รับ ผมก็ได้บอกน้องเขาว่า ขอก่อนละกัน ยังไม่เอา คนนี้รับไม่ได้ อันตรายมาก และน้องผมก็ได้ทำการทรยศผมโดยการโทรไปบอกเขา แชทไปบอกเขา แล้วเขาก็ส่งในแชทเพจว่า “ขอให้กลุ่มเจริญ ๆๆๆๆ ยิ่งขึ้นไป” ผมก็แบบ โอเคได้ ผมคิดว่าผมอ่ะ ทำถูกต้อง ผมปกป้่องกลุ่ม ปกป้องลูกน้องที่อยู่ใต้ผม

หลังจากนั้นคนที่เข้ามา Lobby เข้ามาทำให้การทำงานทำไม่ได้อะครับ คน ๆ นั้นคือเจ้าของปลั๊กไฟ คนนี้แหละครับ ระยะเวลาที่เขาอยู่ ผมรู้สึกว่าเขาโกรธแค้นผม และเขาได้ Lobby คน และปล่อย Fake News ที่เกี่ยวกับผมอ่ะ ให้กับหลาย ๆ คนในกลุ่มเกลียดชังผม โดยปัญหาทุกอย่าง ได้เกิดขึ้นด้วยการแค่เขาติดตั้งปลั๊กไฟ และผมไม่รับคนอันตรายเข้ากลุ่ม เพื่อเซฟกลุ่มเอาไว้ ผมคิดว่าเนี่ยเป็นความรับผิดชอบของผมในฐานะเลขาธิการ ไม่ใช่ความผิดของผม แต่เขาคิดว่าเป็นความบาดหมางของผมกับเขา แต่ความจริงไม่ใช่เลย ผมแค่ปกป้องกลุ่มของผมในขณะนั้นเอาไว้เฉย ๆ แต่เขาก็ได้ทำการปล่อย Fake News เรื่อย ๆ ในกลุ่ม ผมก็รับรู้มาตลอด เพราะมันก็มีคนที่… พูดตามตรงว่า ผมทำทุกอย่างเหมือนครอบครัว Talon ที่ทำขึ้นมาใหม่เนี่ย ภาษาฟินแลนด์แปลว่าบ้าน ผมทำทุกที่ให้เหมือนบ้าน ถ้าที่ประชุมเหมือนบ้านแล้ว ทุกคนจะผ่อนคลาย ผมเลยคิดว่าผมปกป้องบ้านมันไม่ใช่ความผิดผม ก็มีคนที่รักผมแล้วก็หวังดีกับผมตลอด ส่งแชทมาให้ดูตลอดว่าเขาทำอะไรบ้าง พวกเราก็รู้กันตลอดว่ามันเกิดอะไรขึ้น คนทำงานก็รู้ ทุกคนถูกใส่ร้ายว่าไม่เคยทำงาน ไม่เคยประชุม ไม่เคยจัดงานอะไรเลย ทั้งที่พวกเราทำ แต่ว่าพวกเราไม่เคยหวัง Privilege ในการออกหน้ากับใครเท่าไหร่ เราต้องการสร้างคน ไม่ใช่สร้างหน้า ต่อให้มันไม่ดู Proud กับชาวบ้าน แต่เราก็รับทราบว่าเราทำอะไรลงไป แต่เขาใส่ร้ายว่าเราไม่ทำอะไรเลย และก็ได้โจมตีผมว่า นู่นนี่นั่น บอกผมซ้ำชั้น ความจริงผมไม่ได้ซ้ำชั้น ผมไป Summer มาและกลับมาต้องเรียนใหม่ อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่เตรียมอุดมก็มีอย่างนี้เช่นกัน ใครไปแลกเปลี่ยนกลับมาก็กลับมาซ้ำชั้นเหมือนเดิม แต่กรณีผมเนี่ย เป็นกรณีที่ว่า เกี่ยวกับเรื่องกลไกเรื่องการสอบ ที่ผมเนี่ยลืมสอบ แล้วก็มีบางตัวที่ลืมส่งงาน ติดร. ติดมส. ไป ก็เลยเข้าใจว่าเป็นเหตุผลทางเทคนิค แต่ผมก็ไม่ซีเรียส ผมเรียนใหม่ได้ เพราะว่าผมเข้ากับคนได้ง่ายโดยการเล่นเกม ROV กัน (หัวเราะ)

นั่นแหละครับ ผมก็โดนใส่ร้ายเรื่องซ้ำชั้นนู่นนี่นั่น ทั้งที่ความจริงอะ ก็เป็นข่าวจริงนะ แต่ว่ามันคือเรื่องส่วนตัว มันคือความจริง แต่ความจริงนั้นมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น แล้วเขาเอามาโจมตีผม กุเรื่องนู่นนี่นั่น บอกว่าผมยุบกลุ่มนู่นนี่นั่น โดยคุณไม่บอกว่าผมยุบกลุ่มทำไม ไม่เคยอธิบายด้วยซ้ำว่าทำเพราะอะไร เอาแต่ใส่ร้ายผม วันนึงเรื่องเกิดแดงขึ้นมาเพราะว่าเขาทำตัวเองให้โป๊ะแตกในกลุ่ม ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงผม เขาไม่เคยใช้เหตุผลที่แท้จริงได้

วันนึงได้เกิดเหตุการณ์คือ เลขาธิการ เอ่อผมไม่ขอเรียกว่าเลขาธิการละกัน ได้มี เอ่อ ผู้นำกลุ่มอุปโลกน์รุ่นที่ 8 ได้ถูกมติปลดเนื่องจากเหตุผลนานาชนิด เช่น ตอบแชทเพจไม่ใช้จิตวิทยา มีคนขอมาให้ลบ แต่ไม่ลบให้ ต้องโยนให้ฝ่ายบริหารคนอื่นทำ ใช้ลูกน้องหนักจนเกินไป ไม่มีคำพูดที่ดี ๆ ในการปลุกใจคนทำงานกับเรา ใช้คนทำงานเหนื่อยเกินไป แล้วก็แทรกแซงการทำงานของหลาย ๆ ฝ่าย ซึ่งทำให้เขาโดนปลดออกไป ซึ่งได้มีตอนก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ได้มีฝ่ายบริหารคนนึงได้ติดต่อผมมา แต่การทักของเขามันค่อนข้างน่ากลัว เขามาจากกลุ่มการศึกษาฯ แน่นอนว่าขึ้นชื่อกลุ่มการศึกษาฯ ผมก็ไม่คุยแล้ว แต่วันต่อมาผมรู้ว่าโดนปลดใช่ไหม ก็ต้องคุยกับเขาว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ถามข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมกับเพื่อนอีกคนนึงที่เป็นรองเลขาธิการรุ่น 1 หรือรุ่นของเนติวิทย์ แล้วก็เหมือนกับว่า เขาอยากรู้ว่าปัญหามันเกิดอะไรกันแน่ คุณมีปัญหาอะไรกับกลุ่ม เพราะว่าผมทำการตีสนท. แล้วก็โพสต์เฟซบุ๊กว่าคิวต่อไป กลุ่มการศึกษาฯ นะ เตรียมตัวเตรียมใจดี ๆ เตรียมตัวไว้ โดนแน่ ๆ เขาก็ทักผมมา เขาบอกว่างั้นคุยกันไหมล่ะว่าปัญหาเกิดจากอะไร สร้างกลุ่มแชทกัน ผมก็แนะนำตัวว่าเป็นใคร จากนั้นก็ให้เขาถามมา ผมแสดงหลักฐานทั้งหมดที่มีให้เขาดูทุกอย่าง ทุกอย่างที่ฝั่งนั้นพูดออกมา มันขาดช่วงหมดเลย และผมสามารถต่อจิ๊กซอว์ตัวนั้นให้เขาได้ และผมก็บอกว่าความเป็นมาเป็นอย่างนี้ คุณจะทำอะไรแล้วแต่พวกคุณ แต่ถ้าอยากได้ความชอบธรรม ถ้าพวกคุณรับเงื่อนไขผมได้ ผมให้ทำกลุ่มต่อ

เงื่อนไขคือ ไม่มี Privilege ให้เลขาฯ เงื่อนไขที่สอง รักและดูแลกลุ่มเป็นอย่างดี เงื่อนไขที่สาม สิทธิเสรีภาพของนักเรียนมาเป็นหลัก เงื่อนไขสุดท้าย ต้องไม่มีคนกลุ่มใดกลุ่มนึงครอบงำกลุ่มแม้กระทั่งผมเอง เขาได้กลับไปปรึกษากับทีมฝ่ายบริหารของเขา ผมไม่รับทราบในจุดตรงนี้ สุดท้ายจริง ๆ เนี่ยเขาได้ติดต่อผมมาว่า เออ เรายอมรับข้อเสนอคุณนะ และผมก็ทำการเซ็นต์เอกสารเรียบร้อย ตอนที่ผมเซ็นต์ผมก็รู้สึกว่า ที่ผ่านมาที่ผมถูกใส่ร้าย ถูกชำระล้างแล้ว ผมได้โพสต์เพื่อบอกทุกคนว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ ออกมาเล่าเรื่องทั้งหมดในเฟซบุ๊กส่วนตัว

จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ทำงานกับน้องเอิง เอิงเนี่ยเขาเป็นฝ่ายบริหาร ทำเรื่องการฟ้องร้องเรื่อง ทรงผมนักเรียนอยู่ ผมเองก็เป็นนักศึกษานิติศาสตร์ เรียนกฎหมาย ผมก็มีความรู้ น่าจะมีนะครับนิดนึง ก็รู้เรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ที่พอช่วยได้ ก็อยากช่วย แล้วกลุ่มผมก็มาช่วยทำงานต่อ คือตอนนั้นผมกำลังจะทำงานต่อ ผมต้องการข้อมูลทั้งหมดที่มี ต้องการข้อมูลนักเรียนทั้งหมดที่มีมาแชร์กันแล้วก็ทำให้เป็น Pattern เดียวกันจะได้เรียบเรียงง่ายตอนคุยกับทนาย ทันทีที่เข้าทวิตเตอร์นะครับ ได้มีการล็อกอินมาจากต่างประเทศ มาจากท่านที่ปรึกษาคนนั้นครับ ท่านเจ้าของปลั๊กไฟ ผมได้รู้ว่าเจ้าของปลั๊กไฟนั้นน่ะ เป็นใคร อะไรยังไง เขาอยู่ประเทศไหน แล้วมีการล็อกอินจากประเทศที่เขาอยู่ ก็รู้แล้วว่าสายลับทำงานแล้ว สายลับปลั๊กไฟทำงานแล้ว แล้วก็ได้ติดต่อหาผู้ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับสายลับปลั๊กไฟคนนั้น ให้เขาคุย ผมก็บอกว่า ผมเองก็ทำงานกับกลุ่มมานะ ผมโคงานกับกลุ่มเป็นงาน ๆ งานไหนดีผมโคด้วย ก็คุยกันเสร็จ สุดท้ายผมให้เขามาโคงานกลุ่ม ให้เขาขอข้อมูลคืนทั้งหมด เพราะผมจะทำงานต่อ แล้วตอนนั้นผมก็พูดขึ้นมาว่า คุณเอาของ ๆ กลุ่มทุกอย่างไป ทั้ง Google Drive กลุ่มที่มีข้อมูลกลุ่มทั้งหมดตั้งแต่รุ่นผม ทวิตเตอร์ที่มียอดฟอล มีคอนเทนต์ Discord ของกลุ่มที่เป็นช่องทางการติดต่อ และกลุ่มอื่น ๆ อีกมากมายที่เขาได้สร้างเอาไว้ เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนสร้าง ข้อเสนอที่เขายื่นมาให้ผู้ที่สนิทชิดเชื้อคือ คุณต้องลบโพสต์ที่กล่าวหาผมว่าเป็นเจ้าของปลั๊กไฟดักฟังเสียงอันนั้นทิ้ง

คำถามผมคือ คุณสามารถยืนยันตัวเองได้ไหมว่าคุณเป็นเจ้าของปลั๊กไฟ เพราะผมไม่ใส่ชื่อใครลงไปในนั้นเลย แต่เขาก็ไม่ทำตามนะ เขาบอกว่าคุณต้องลบ ผมถึงจะคืนข้อมูล Drive ทั้งหมดที่มีข้อมูลนักเรียนนักศึกษาที่มาร้องเรียนกับกลุ่มให้ ผมจะคืนทวิตเตอร์คุณให้ต่อเมื่อคุณลบโพสต์ เขาใช้ข้อมูลนักเรียนเป็นตัวประกัน ผมทำกิจกรรมมาทั้งหมด 4-5 ปี ผมไม่เคยเจอใครที่มาต่อรองกับผมขนาดนี้เลย มากสุดคือต่อรองในเรื่องการขอพื้นที่สื่อ ซึ่งเราให้ได้เพราะคุณทำงานกับเราอยู่แล้ว แต่อันเนี่ยคุณเป็นที่ปรึกษา ก่อนหน้านี้คุณเป็นแอดมินเพจที่ไม่มีอำนาจ สร้างนู่นสร้างนี่ เป็นแอดมินทุกที่ ทั้งที่ไม่มีอำนาจ เป็นแค่ที่ปรึกษา เราได้ขอคืนมาแล้ว สุดท้ายพอเกิดเรื่องจริง ๆ ที่คุณบอกว่ารักกลุ่มอะ คุณก็ดึงของกลุ่มไปและใช้เด็กเป็นตัวประกัน เขาเคยทักมาหาผมว่า ผมเป็นคนทรยศกลุ่ม แต่พอถึงเวลาขอว่า ขอให้ตั้งเขาได้ไหม ด้วยความไว้วางใจ ผมบอกว่าผมให้ได้เพราะผมไม่คิดจะเอาเพจไปทำอะไรต่อ แต่เขาทำอะไร เขาจับข้อมูลนักเรียนมาเป็นตัวประกัน ซึ่งตอนนั้นเราไม่ดีลกับเขาทุกอย่าง เราไม่ดีล ยังไงก็ไม่ดีล เพราะว่าข้อมูลนักเรียน คุณทำอย่างนี้กับเราไม่ได้ คุณจะมาบีบบังคับกับเราอย่างนี้ไม่ได้ เราบอกไปว่าถ้าคุณไม่คืน เราจะแจ้งเรื่องกับนักข่าวว่าตอนนี้เพจกลุ่มการศึกษาฯ โดนยึดไป ขอให้ทำการรีพอร์ตทุกช่องทาง แล้วเราจะ Reform ข้อมูลใหม่ทั้งหมดโดยการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องยากมาก เพราะเราเองก็มีสมาชิกอยู่ และมีคนที่พร้อมจะเหนื่อยไปกับเรา

ต่อมาอีกวันนึงเขาได้คืนข้อมูลมาแล้วบอกว่า ทุกอย่างจบแล้วนะ แต่ต่อมาครับในโพสต์นั้นนะครับ ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า ยูกิ จันทร์อังคาร เขาเป็นคนสนิทชิดเชื้อของที่ปรึกษาคนนั้น เขาได้ปล่อย Fake News มากมายในโพสต์ของผม สุดท้ายผมได้ไปถามเจ้าของปลั๊กไฟคนนั้นว่า คุณ ๆ สุดท้ายที่คุณคืนเพจมาให้เราอะ เพราะไม่อยากมีปัญหาใช่ไหม เขาตอบว่า “ใช่ ไม่อยากบล็อกใครอีกแล้ว เราไม่อยากทำจริง ๆ” งั้นบอกได้ไหมใครคือ ยูกิ จันทร์อังคาร เขาก็ได้บอกชื่อมา เราก็ได้ติดต่อให้เขาติดต่อมาหาเรา เขากลับใช้เฟสอวตารติดต่อมาหาเรา แล้วเขาบอกว่า “ไม่ใช่อย่างที่น้องคิดแน่นอนครับ” เราเลยให้ทีมงานเราติดต่อไปว่าใช่รึเปล่า สุดท้ายก็คือใช่ เขาได้ยอมรับผิดทุกประการว่าเขาเป็นคนทำ แต่ตรรกะที่เขาใช้กับผมคือ ตอนที่เขาขอโทษ เขาขอโทษในช่องแชท แต่เขาทำเรื่อง Fake News ในที่สาธารณะของเรา เราขอให้เขาขอโทษในที่สาธารณะเช่นกัน แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเหตุผลว่า ตอนธนาธร-ปิยบุตรโดนสลิ่มด่า IO ด่า เขาไม่เคยให้สลิ่มหรือ IO ทำหนังสือขอโทษเลย ทำไมเขาต้องทำเช่นกัน ผมได้บอกว่า หัดมีความรับผิดชอบหน่อย เพราะคนที่ทำเนี่ย ก็เคยมีความสนิทชิดเชื้อกับผมเช่นกัน คุณช่วยทำให้ผมรู้สึกว่าคุณคือคนที่ผมเคยรู้จักหน่อย แล้วก็ให้เลือกว่าคุณจะขอโทษแบบดี ๆ แบบคนที่เคยรู้จักกัน แล้วกลับไปคืนดีกันใหม่ หรือว่าคุณจะหาเวลาว่างไปสน. ด้วยกัน เพราะว่านี่เป็นการปล่อย Fake News ทำร้ายชื่อเสียงของผม แล้วก็ทำร้ายเอิงด้วย เขาได้เลือกใช้วิธีการในการขอโทษทุกอย่างให้จบไป อันเนี่ย ยูกิ จันทร์อังคาร คนเนี่ยเป็นหนึ่งในผลผลิตของ Fake News ของคนที่เป็นเจ้าของปลั๊กไฟ และคนที่ล็อกอินยึดข้อมูลเพจไปทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า ผมไม่เคยทำอะไรเขาเลย ผมแค่ออกมายืนยันว่าความจริงเป็นยังไง ผมเอาความจริงให้ฝ่ายบริหารดู ฝ่ายบริหารตรวจสอบทุกอย่างแล้ว รู้ว่าความจริงคืออะไร แล้วอยากทำกลุ่มต่อ เขาก็มาขอผมทำต่อแบบถูกต้องตามครรลอง ให้กลุ่มมีความชอบธรรมมากกว่าเดิม จากการรัฐประหารมา ที่มีเลขาธิการ 6 7 8 ผมเคยบอกว่ากลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทเนี่ยได้ยุบไปแล้วตั้งแต่รุ่นที่ 5 โดย 6 7 8 เป็นเลขาธิการที่ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ เลยเพราะว่า กลุ่มถูกยุบไปแล้ว มันจะมีเลขาธิการต่อไปก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การที่ฝ่ายบริหารปีนี้ (2563) ขอทำกลุ่มต่อผมจะนับเป็นรุ่น 6 เป็นฝ่ายบริหารเป็นเลข ๆ ไป จะไม่มีการนับเป็นรุ่นแล้ว จะเป็นแค่ฝ่ายบริหารประจำปี เป็นปี ๆ ไป เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทสิ้นสุดเมื่อรุ่นที่ 5 ก็คือรุ่นผมเองครับ ต่อไปนี้กลุ่มจะไม่มี Privilege ใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนจะเท่าเทียมกัน ไม่มีการแย่งชิงพื้นที่สื่อเหมือนครั้งที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องทำคือพูดความจริง แล้วที่ผมเซ็นต์เพราะว่า ไม่ใช่อยากได้ความชอบธรรมคืนมา เพราะผมมีอยู่แล้ว ผมจะออกมาพูดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ที่ผมทำคือ ผมเห็นว่าน้องต้องการทำงานจริง ๆ เลยเซ็นต์ให้น้องเขาไป แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคนที่ทำข่าวปลอมโจมตีผม เขาพยายามทุกช่องทางในการปิดปากผม เพื่อไม่ยอมรับผลกระทบ ไม่รับผิดชอบสิ่งที่เขาพูดไป แล้วเขาก็ยึดข้อมูลของเพจไปอย่างเนี่ย เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ผมพูดไปเป็นความจริง

ในเมื่อเราเห็นเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เราคิดว่าทิศทางต่อไปในการทำกลุ่มสำหรับนักเรียน ทิศทางควรจะเป็นยังไงต่อ?

ผมมองว่าทิศทางเนี่ยจะเป็นเรื่องของเด็ก คือผมขอแค่ให้เด็กมันทำงาน เด็กก็ต้องทำงานตามที่เด็กคิด เด็กจะทำอะไรก็ปล่อยให้เด็กทำ ปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้ ปล่อยให้เด็กได้สร้างสรรค์ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันเดิน เด็กต้องจัดการกันเอง ผมไม่มีความคิดที่จะวางยุทธศาสตร์ให้กลุ่ม เพราะนี่ไม่ใช่กลุ่มของผม นี่เป็นกลุ่มของเด็ก ๆ น้อง ๆ เยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป มันได้หมดวาระของผมแล้ว แต่ผมที่พูดออกมาเพราะว่าต้องการให้กลุ่มกลับมามีความชอบธรรมในการพูดมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผม Respect การทำงานของน้องทุกอย่าง


นอกจากแสตมป์แล้ว เรายังมีอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนที่ร่วมเดินทางในขบวนการนักศึกษา ผู้ซึ่งอดอาหารประท้วงหน้าทำเนียบมาแล้ว อย่าง จอห์น-ภูมิวัฒน์ แรงกสิวิทย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นอดีตผู้ประสานงานเครือข่ายแนวร่วมนวชีวิน ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนการทำงานขบวนการนักศึกษาด้วยเช่นกัน…

แนวร่วมนวชีวินคืออะไร?

เป็นองค์กรภาคประชาสังคมครับ เรากำลังจะพยายามมีความต้องการที่จะจัดตั้งเป็นนิติบุคคเพื่อสังคม เพราะว่าตอนนี้ก็คืออยากทำให้เป็นองค์กรที่จะออกแบบกระบวนการการทำงานของนักศึกษาแบบเป็นระบบ แล้วก็สามารถที่จะทำให้นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้วิธีการสร้างรายได้เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมด้วยตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาองค์กรไหน หรือว่าเงินทุนจากใคร

แสดงว่าปัจจุบันนี้ระบบการเคลื่อนไหวของนักศึกษามันไม่ดีเหรอ?

มันก็ดีครับผม แต่ว่าพอมีนายทุนเนี่ย มันก็จำเป็นจะต้องให้ประเด็นสอดคล้องไปกับสิ่งที่นายทุนต้องการ ผมก็เลยคิดว่ามันจะจำกัดกรอบคิด มันจะจำกัดกรอบวิธีทำงาน ผมแค่ต้องการให้นักศึกษาสามารถที่จะขับเคลื่อนในประเด็นที่ตัวเองสนใจด้วยตัวเองได้มากขึ้น อยากให้เป็นการที่เวลาคนออกมาเคลื่อนไหวอะไร อยากเคลื่อนไหวออกมาเพราะต้องการ Empowerment ตัวเองจากภายใน

เล่าเกี่ยวกับระบบการทำงานของขบวนการนิสิต นักศึกษาในสมัยก่อน ที่คุณเข้าร่วมหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง?

ผมว่ามีความต้องการที่จะช่วงชิงความเป็นไอดอล คือ เท่าที่ผมทำงานมาก็ พอเข้ามานั่งตำแหน่งนู้น ตำแหน่งนี้ก็อยากจะเป็นไอดอล อยากจะทำให้ตัวเองกลายเป็นบุคคลที่ได้รับ Spotlight เยอะ ๆ เพราะว่าเวลาเข้ามาทำงานพวกนี้ พูดตรง ๆ ก็คือมันได้รับหลายอย่าง นอกจากเรื่อง Connection นอกจากเรื่องเส้นสาย เงินทุนอีก มันมีผลประโยชน์มหาศาล

คิดว่าขบวนการนักศึกษาที่มีอยู่ตอนนี้ มีประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน?

ผมเนี่ยคิดก่อนเลย ถ้าเกิดว่าจะสู้เพื่อประชาธิปไตย สิ่งแรกที่ต้องมีคือ มันจะต้องสร้างประชาธิปไตยในองค์กรให้ได้ ผมไม่เชื่อว่าในระบบการทำงานแบบที่มีการแบ่งระดับขั้นการสั่งงาน ผมว่าแค่นี้ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ถ้าจะเป็นประชาธิปไตยจริง ในเครือข่ายเนี่ยจำเป็นที่จะต้องมี Veto ถือเท่ากัน ไม่ใช่ไปประชุมมีการจัดตั้งเครือข่ายออกมา แล้วก็ Lobby ผลการประชุมตั้งแต่แรกเนี่ย ผมมองว่านั่นไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และผลที่ออกมาก็คงไม่ได้นำพาไปสู่ประชาธิปไตยเช่นกัน เหมือนเวลาที่คนชอบพูดบ่อย ๆ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยเนี่ย ชอบพูดบ่อย ๆ ว่า เผด็จการ, ประชาธิปไตยไม่งอกออกมาจากปากปืน เหมือนกัน เหมือนกันเลยครับ ประชาธิปไตยจะไม่งอกออกมาจากกระบวนการที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยนับตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ในขบวนการระยะยาวเอง ผมก็ไม่เชื่อว่ารูปแบบที่มีการจำกัดวงการเข้าถึงข้อมูล แล้วก็ไม่ได้ทำให้มีกระบวนการ การมีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมเนี่ย ไม่ใช่สิ่งที่จะนำพามาซึ่งระบบประชาธิปไตยที่พวกคุณต้องการแน่นอน

แล้วคิดว่าในปัจจุบันนี้ เรามองแบบแต่ละขบวนการนักเรียน นักศึกษาที่ออกมาต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย เป็นรูปเป็นร่างเหมือนกับในอดีตที่เขาเคยทำกันมาแล้วหรือยัง?

ถ้าถามว่ามันเข้มแข็งเท่ากับในอดีตไหม ผมว่าไม่เข้มแข็ง แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเมื่อก่อนเวลาเรานึกถึงขบวนการประชาธิปไตยเนี่ย หลังจากยุคคณะนิติราษฎร มันก็จะมีแค่กลุ่มธรรมศาสตร์ กลุ่มจุฬาบ้างนิดหน่อย แต่พอทุกวันนี้ขบวนการมัน Separate ไปในพื้นที่ที่มากขึ้นมาก ๆ เมื่อก่อนขบวนการในมหาลัยย่อย ๆ จะเป็นการจัดตั้งกลุ่ม จัดตั้งเครือข่าย แต่ปัจจุบันมีเครือข่ายที่เกิดขึ้นมาเอง กลุ่มที่เกิดขึ้นมาช่วงแฟลชม็อบก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่ว่า พวกเขาแค่เป็นคนที่ทนไม่ไหวกับสภาพการของรัฐบาลเผด็จการ อย่างรัฐบาลของ คสช. พวกเขาก็ออกมาต่อต้าน เพราะว่าเขารู้สึกทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ผมว่านี่ต่างหากคือพลังบริสุทธิ์ ไม่ใช่ว่าผมต้องการพูดว่าพลังบริสุทธิ์ เพราะพลังอื่นไม่บริสุทธิ์นะ แต่ผมมองว่า เนี่ย มันคือระบบที่ควรจะเกิดขึ้นในแบบแผนที่เป็นประชาธิปไตย การที่เราจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องถูกผนวกเข้าเป็นขบวนการเดียวกัน

เราไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องทำตัวเป็นคนที่ไม่แตกแถว เพราะไม่อย่างนั้นมันจะต่างอะไรกับที่รัฐบาล คสช. ทำ มันต่างอะไรจากที่เผด็จการพยายามที่จะทำ สุดท้ายพื้นที่ที่มันจะเกิดขึ้น มันเป็นพื้นที่ที่ออกมาจากกระบอกเสียงของเขาจริง ๆ หรือเป็นพื้นที่แบบที่มีคนอื่นไปวางเอาไว้ พื้นที่แบบที่คุณจับคนให้ไปอยู่ในพื้นที่แบบนั้น ผมเองในฐานะของคนที่เคยเป็นนักกิจกรรม พอโตขึ้นมา หลายครั้งผมรู้ตัวว่าผมถูกใช้เป็นหมากของใคร หลายครั้งผมรู้ตัวว่าผมถูกหยิบไปวางไว้ตรงนู้น วางไว้ตรงนี้ โดยที่ฝืนใจตัวเองมาตลอด โดยที่ฝืนว่าแบบ เราต้องทำสิ่งนู้นสิ่งนี้ ประเด็นนู้น ประเด็นนี้ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่เราอยากจะทำ บ่อยครั้งที่มีการล็อกประเด็นเอาไว้แล้ว แล้วพอเราเสนอในที่ประชุม ต่อให้ที่ประชุมเห็นชอบ ก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนประเด็นนั้นได้

เพราะว่าในองค์กรถูกล็อกเอาไว้แล้วเหมือนกันว่าจำเป็นจะต้องขับเคลื่อนประเด็นไหนต่อ ถ้าเกิดจะพูดว่าขบวนการทุกวันนี้มันดีกว่าเมื่อก่อนไหม ผมกล้าพูดว่าขบวนการทุกวันนี้ดีกว่า กลุ่มนักศึกษาแฟลชม็อบ กลุ่มคนที่กล้าออกมาต่อสู้บนลำแข้งของตัวเองเนี่ย เป็นคนที่มีจุดยืน และเขามีจุดยืนเป็นของตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้ภายใต้ขบวนการใคร ต่อสู้ภายใต้ชุดอุดมการณ์หรือความคิดรูปแบบไหน เป็นแค่กลุ่มคนที่ไม่อาจทนรับได้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมแค่นั้นก็พอแล้ว ทุกคนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง

อยากให้พูดเรื่องลับ ๆ ในขบวนการนักศึกษาที่ประชาชนทั่วไปหรือคนติดตามสื่ออาจจะยังไม่รู้ สามารถบอกได้ไหม?

โห (นึกคิดสักพัก) ถ้าเรื่องลับ ๆ ผมก็กล้าพูดเพราะว่าในวงการนักกิจกรรมเอง มันก็เหมือนสังคมคนทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ว่าเรามาทำงานเรื่องการเมือง เรื่องลับ ๆ หลายอย่างก็ มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผมคงจะพูดไม่ได้มากเท่าไหร่ หลายครั้งก็เป็นประเด็นเกี่ยวกับลักษณะนิสัยส่วนบุคคลที่ต้องการมีอำนาจนำลักษณะที่ต้องการมีพื้นที่สื่อ ก็จะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เวลามาทำงานพวกนี้ผมก็แบบ พูดอะไรมากไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องลับ ๆ ที่คนทั่วไปยังไม่รู้ แล้วส่วนตัวเองผมไม่โอเคแล้วก็คงพูดได้เต็มปา คือเรื่องของการทำร้ายจิตใจกันในขบวนการ ในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน กลุ่มนักศึกษามีหมด พอมีคนไม่เห็นด้วยกับประเด็นนู้น ประเด็นนี้ ก็จะมีการเอาเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่ เอาเรื่องส่วนตัวมาเล่นงานกัน ทั้งที่แบบ เวลาเราทำงานกันเราควรที่จะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวใช่ไหม แต่ทำไมเวลาที่เรามีปัญหาในขบวนการ เขากลับเอาเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่ เอาเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรจะเล่า ไปเล่าปากต่อปากทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องส่วนตัว แบบที่ไว้ใจกันถึงจะพูด แต่มาทำกันอย่างเนี้ย ทำร้ายจิตใจกันอย่างเนี้ย มันเป็นเรื่องที่สมควรหรือเปล่า

เช่น อย่างที่ผมเคยโดนอย่างเนี้ย ก็เคยมีเรื่องที่เข้าใจผิด เรื่องของเงิน แล้วก็เป็นเงินที่ผมคืนไปแล้วด้วยนะ พอมันมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันอะ เขาก็เอามาเล่นงานผมทีหลัง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจบไปแล้วเป็นหลายปีก็ตาม ก็มาดิสเครดิตตอนที่ผมกำลังจะทำประเด็นเรื่องอื่น คือแบบมันมีความเจ้าคิดเจ้าแค้น มันชิงชังเชิงบุคคลเกิดขึ้นอะ อย่างแสตมป์เองเมื่อก่อนเคยทะเลาะกับผม ก็เพราะว่ามีนักกิจกรรมรุ่นพี่คนนึงพยายามควบคุมให้แสตมป์ออกมาด่าผม พอสักพักนึงแสตมป์รู้ตัว แสตมป์ก็เลิกตีกับผมไปเลย อย่างนี้เป็นต้น

มันมีการพยายามเล่นพรรคเล่นพวก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งผมเข้าใจว่าในองค์กรหลาย ๆ องค์กรก็เป็น แต่ในองค์กรที่พยายามทำงานเพื่อประชาธิปไตยเนี่ย ทั้งที่เรารู้ว่าจุดยืนเราจุดยืนเดียวกัน ทั้งที่เรารู้ว่าเราควรจะต่อสู้ไปด้วยกันและกัน ทำไมกลับมาทำอย่างนี้

มีหลายเรื่องมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมาเพื่อปล่อยข่าวลวงก็มี สร้างเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมาเพื่อพยายามที่จะปั่นข่าว เต้าข่าวที่ไม่เป็นความจริงแล้วมันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถึงขั้นมีครั้งล่าสุดเลยคือผมไปประชุมกับเครือข่ายนักศึกษาขนาดใหญ่ ผมก็ไปพูดประเด็นที่แบบ ที่ประชุมไม่พอใจ พอผมพูดออกไปปุ๊ป เขาซึ่งเป็นโฆษกของเครือข่าย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเลยว่า “คุณเนี่ย เรื่องราวของคุณก็มีเยอะนะ อย่าให้เราออกมาแฉกันนะ” เป็นต้น เขาใช้คำอย่างนี้เลยนะ อย่าให้ต้องออกมาแฉ นี่ก็คือแบบมันแสดงให้เห็นเลยว่าทัศนคติในการทำงานของขบวนการประชาธิปไตยเนี่ย ไม่ใช่คนที่มีเหตุผลขนาดนั้น คือถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเนี่ยก็คงรู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะทำเลยด้วยซ้ำ

สิ่งสำคัญในการทำขบวนการนักศึกษา อีกเรื่องนึงคือการควบคุมอารมณ์ตัวเอง แล้วก็แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออก?

ถูกต้องครับผม เรื่องวุฒิภาวะเนี่ยเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องยอมรับว่าหลายคนที่ยังเป็นเด็ก อย่างผมเองเคลื่อนไหวมาตั้งแต่อายุ 12 13 วุฒิภาวะเป็นสิ่งที่รีบคาดคั้น รีบคาดหวังไม่ได้ บ่อยครั้งที่มีการกดดันกันเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว หลายคนถูกกดดันว่าจะต้องขับเคลื่อนประเด็นนี้ หลายคนถูกกดดันว่าควรจะมีภาพลักษณ์แบบนี้เกิดขึ้น คือถูกวางไว้เรียบร้อยว่าจำเป็นจะต้องมีภาพลักษณ์แบบไหน ผมก็เลยไม่เคยปฏิเสธเลย เวลามีใครมาบอกว่า เนี่ย เด็กพวกนี้ ผู้ใหญ่พยายามปั่นหัว กล้าพูดเลยว่าเป็นเรื่องจริง ต่อให้ไม่ใช่การพยายามปั่นหัว แต่ก็มีการกดดันทางอารณ์ กดดันทางความรู้สึก มีการ Social Sanction เกิดขึ้นในวงการนักกิจกรรม เรื่องส่วนตัวหลายอย่างต้องกลับกลายเป็นประเด็นส่วนรวม

ขบวนการนิสิต นักศึกษา ที่ดีสำหรับเราและเป็นระบบ ควรจะทำอย่างไรบ้าง?

ขอแค่อย่างเดียวครับ ขบวนการที่ดีมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คุณให้คนเขาพยายามที่จะทำงานกันด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปควบคุมอะไรทั้งนั้น ยิ่งคุณควบคุมความคิดคน ยิ่งคุณพยายามควบคุมว่าภาพลักษณ์มันจะต้องออกมาเป็นยังไง ยิ่งพยายามควบคุมมากเท่าไหร่ คนสมัยนี้ไม่ได้โง่ คนสมัยนี้ีรู้ตัวไว ถ้าเกิดว่าจะถูกหลอกใช้ คนสมัยนี้รู้ตัวทันที ถ้าเกิดมีอำนาจอื่นมาพยายามที่จะควบคุมเขาอยู่ เด็กทุกวันนี้เนี่ยออกมาเคลื่อนไหว เขาไม่พอใจกับผู้ใหญ่ เด็กทุกวันนี้ไม่พอใจกับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ แล้วคุณยังพยายามที่จะใช้รูปแบบวิธีแบบเดียวกันกับคนที่คุณเกลียด พูดง่าย ๆ คือ โตมาอย่าเป็นผู้ใหญ่ที่คุณเกลียดก็พอ ขบวนการนักศึกษามันจะเป็นไปด้วยได้ ให้เขาทำงานเอง ไม่ต้องพยายามไปครอบ คนเราถ้าเกิดยิ่งเราเชื่อในประชาธิปไตย เรายิ่งจำเป็นจะต้องเชื่อว่าทุกคนสามารถที่จะเติบโต ทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ ทุกคนสามารถที่จะผ่านช่วงเวลาที่เคยผิดพลาดได้ และพวกเขาจะเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม ถ้าจะให้ขบวนการประชาธิปไตยเติบโต อย่าไปเร่ง อย่าไปดึงต้นไม้ ต้นไม้มันจะโตอย่างงดงามเนี่ย มันจะโตของมันเอง เราไปพยายามดึงต้นเท่าไหร่ยังไงมันมีผลแต่จะทำให้ต้นไม้ตายเร็วขึ้นเท่านั้น

การมี Social Network มันมีผลทำให้ขบวนการนักศึกษามันเยอะขึ้นไหมในปัจจุบัน?

ผมคิดว่า Social Network เข้ามามีบทบาทสูงมาก ๆ เพราะว่าสมัยก่อนเนี่ย เราต้องยอมรับว่ามันก็ยังเป็นวงที่ค่อนข้างปิด แต่พอ Social Network เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น ทวิตเตอร์ ก็เป็นอีกหนึ่ง Platform ที่คนสมัยนี้เข้าไปใช้มากกว่าเฟซบุ๊ก กระแสสังคมมันเปลี่ยนไป กระแสสังคมจากเดิมที่เราเคยเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเงียบ ๆ ที่พยายามต่อต้านระบบ เป็นกลุ่มน้อย ๆ ที่อยู่ในอุ้งมือรัฐมาโดยตลอด เดี๋ยวนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนเชื่อมั่นในพลังของตัวเองมากขึ้น เด็ก ๆ นักศึกษาเองก็เห็นทิศทางที่พวกเราเคยทำมาเมื่อก่อนว่ามันยังสามารถทำได้

เราต้องช่วยให้เขามีความมั่นใจว่าเขามีความสามารถที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้แบบนั้น เราต้องช่วยให้เขามั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เขาต้องการ สังคมที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของพวกเขา ไม่ใช่เพราะว่ามีใครไปบอกว่ามันควรจะเป็นยังไง ในระบบประชาธิปไตย คุณจะไม่เชื่อใครเลยไม่ได้ ในระบบประชาธิปไตยคือการที่คุณเชื่อในสิทธิ ในเสียง คุณเชื่อในแนวทางของผู้คน ถ้าเกิดคุณไม่เชื่อ คุณจะต่างอะไรกับคนที่มีวาทกรรม เผด็จการเสียงกลุ่มน้อย

มีอะไรอยากจะพูดถึงขบวนการนักศึกษาเพิ่มเติมอีกไหม?

ใครที่รู้ตัวนะครับ ว่าตัวเองไม่ได้เป็นตัวเองอยู่ ใครที่รู้ตัวว่าเสียใจ ใครรู้ตัวว่าต้องทุกข์ทนกับเรื่องที่ต้องเจอมาตลอด ถ้าเกิดคุณรู้ตัวแล้ว คุณพยายามออกมาซะ ออกมาจากที่ที่คุณอยู่ ออกมาจากสถานที่ที่พยายามควบคุมความคิดคุณ ออกมาจากสถานที่ที่พยายามที่จะบดบังตัวตนของคุณ คุณเติบโตได้ดีกว่านี้ ในสนามที่คุณอยากออกไปวิ่ง คุณสามารถที่จะไปไหนก็ได้บนโลกใบนี้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเดินตามใครทั้งนั้น ยิ่งคุณเชื่อในเสรีภาพ คุณยิ่งต้องเป็นเสรีภาพจากอะไรที่ควบคุมคุณอยู่ทั้งหมด ไม่ใช่การที่จะพยายามตัดตัวเองจากโซ่ตรวนเก่า ด้วยการเอาปลอกคออันใหม่มาใส่ คุณจะไม่เป็นอิสระจากอะไรเลย คุณแค่เปลี่ยนเชือก คุณแค่เปลี่ยนโซ่ที่มันรั้งคอคุณเอาไว้อยู่ให้เป็นอีกเส้นนึงก็เท่านั้น

แสตมป์ : นักศึกษากับประชาธิปไตยเนี่ย ผมมองว่านักศึกษาเอง ก็เป็นประชาชนอยู่แล้ว เป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพรัฐธรรมนูญ ต่อให้รัฐธรรมนูญนั้น มีที่มาไม่ชอบธรรมต่าง ๆ แต่เมื่อออกเป็นกฎ กติกา มารยาทแล้ว ทุกคนเคารพมัน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงกับมัน การที่เราจะออกมา Action ว่าไม่พอใจ มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนทำได้ ผมขอไม่ใช้คำว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา เพราะทุกคนในประเทศนี้ล้วนเป็นประชาชน ทุกคนในระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิ เสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน ทุกฝั่ง ทุกฝ่าย ไม่ว่าสีใด พรรคใด พวกใคร ก๊กใคร ทุกคนเป็นประชาชนประเทศไทยเหมือนกัน ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันครับ


ทีมงาน The Educative ขอกลับมาคุยกับ แสตมป์-สัณหณัฐ ศรัทธาพร ต่อนิดหน่อย…

ถ้ามองในพื้นที่สื่อ คิดว่าขบวนการนักศึกษา มีพื้นที่สื่อมากน้อยแค่ไหน?

ผมมองว่าขบวนการนักศึกษาเนี่ยมีพื้นที่สื่อที่สูงมาก ในระดับที่ว่าทำกิจกรรมวันต่อวันได้ (แล้วก็มีข่าวออกมาวันต่อวัน) ใช่ ๆ แต่ผมข้อกังวลนิดนึง คือ ผมอยากให้มีการคัดกรองข่าวก่อนว่ามันเป็น Fake News หรือไม่ แล้วถ้าเป็น Fake News เราควรจัดการกับคนปล่อยข่าวนั้นยังไง และอยากให้คัดกรองว่า คนทุกฝั่งมีสิทธิเข้าถึงข่าว คือทุกคนมีสิทธิที่อ่านข่าวนั้นทุกข่าว ข่าวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึง แล้วอาจ Report ข่าวนั้นเข้าไป สำนักข่าวทุกที่ควรจะมีที่ Report เข้าไป ไม่ใช่ต้องไปที่บริษัท อาจทำในเน็ตก็ได้เป็นการแจ้งในเน็ต เช่น ข่าวนี้เป็นข่าวปลอมนู่นนี่นั่น ให้คุณลบออกซะ หรือว่าเราสามารถนำเสนอข่าวเข้าไปได้เองได้ด้วย โดยเป็นการลดภาระของนักข่าวด้วยซ้ำ โดยผมคิดว่าการเข้าถึงข่าวทั้งการอ่าน การ Report และการส่งสื่อเข้าไป ควรจะเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับผม

อย่างนี้มองว่าการรับสื่อ หรือการที่เราได้รับข้อมูลข่าวสารมานั้น มีผลต่อการเคลื่อนของขบวนการนักศึกษามากน้อยแค่ไหน?

มีผลมากครับ อย่างวันก่อนครับ มีขบวนการนักศึกษาขบวนการนึงได้ปล่อย Fake News ถึงผู้ที่ถูกอุ้มหายในขณะนี้ว่า ได้เสียชีวิตไปแล้ว ในวันนั้นเขาไม่เคยออกมา Action ในเรื่องนี้ว่าเขาพูดข่าวปลอม แต่เขาลอยหน้าลอยนวลมาได้แบบไม่เคยรู้สึกผิดอะไรเลย ผมคิดว่าเขาควรมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ การที่คุณปล่อยข่าวปลอมไป มีส่งผลต่อประชาชนอย่างมาก อย่างเช่น คุณเปลี่ยนรัฐบาล ครม. หรือพรรคอะไรแล้วแต่ หรือนักศึกษาจะประท้วง ทุกอย่างส่งผลต่อตลาดหุ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ส่งผลต่อ SME ตอนเนี่ยที่ทุกคน ที่ SME ทุกคนกำลังทำอยู่ มีลดแลกแจกแถม เดลิเวอรี่ เขาทำทุกทางเพื่อให้ SME อยู่ได้ ถ้ามีม็อบครั้งหน้า ผมมั่นใจว่า SME เนี่ย จะเสียหายหนักกว่าที่เป็นอยู่ ผมเลยคิดว่าถ้ามีม็อบครั้งหน้า อยากให้เป็นม็อบเช้าไปเย็นกลับ ไม่ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมาก ๆ เพราะว่าระบบเศรษฐกิจตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว เราควรมองภาพใหญ่จริง แต่เราก็ควรมองภาพเล็กด้วย

คิดว่าอะไรที่นักศึกษาจะต้องมองอีกบ้างนอกจากเรื่องเศรษฐกิจ?

ความปลอดภัยของโรคโควิด-19 ความปลอดภัยในการทำม็อบ อาจจะมีหลายคน Defense ว่า เอ้ย ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ก่อความวุ่นวายกับเรา เราจะมีความปลอดภัยทำไม อย่าลืมนะครับว่าคุณไม่ได้คัดคนเข้ามาในม็อบ ใครจะเข้ามาในม็อบก็ได้ โจรเข้ามาขโมยของในม็อบคุณได้ ความปลอดภัยในที่นี้หมายถึง ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของคุณจะหายไหม คุณจะมีน้ำดื่มไหม คุณจะมีอาหารกินไหม คุณสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวกไหม อันนี้เป็นวิธีการจัดการทั้งหมดของม็อบว่า คุณจะทำยังไงให้ม็อบคุณปลอดภัยและมีเสถียรภาพ อันนี้คือจุดที่ต้องมองว่า คุณจะทำยังไงให้ทุกคนเดินไปม็อบของคุณอย่างมั่นใจได้ว่าเราจะปลอดภัย เราจะกลับบ้านได้พร้อมกัน

การลงถนนไม่ใช่การใช้ความรุนแรง การลงถนนเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพรูปแบบนึง แต่ต้องคิดหน้าคิดหลัง คิดทุกอย่างให้ดีก่อนว่า ลงถนนแล้วจะได้อะไร ถ้าลงแล้วพาคนไปตาย ผมคิดว่าการลงถนนครั้งนั้นจะมีความสูญเปล่า เพราะว่าไม่ได้คำนวณอะไรมาแล้ว ที่ตอนนี้นักศึกษาได้ทำการ ขบวนการประชาธิปไตยผลผลิตของประชาธิปไตยได้ผลิบานเรียบร้อยแล้ว คุณควรจะคิดหน้าคิดหลังให้ดี ๆ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป เพราะมันส่งผลต่อภาพใหญ่

สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกอย่าง ก่อนจะขับเคลื่อนอะไรทางการเมือง ผมอยากให้คุณคิดหน้าคิดหลังถึงเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเวลานาน พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายอย่างลำบาก SME ที่ต้องต่อสู้ทุก ๆ วัน กรรมกรที่เดือดร้อนจากการก่อม็อบแล้วไม่ได้การชดเชย ทุก ๆ อย่างคือภาพใหญ่ แต่ภาพใหญ่นั้นมาจากการรวมตัวของภาพเล็ก ๆ ต่อจิ๊กซอว์ขึ้นไปเป็นภาพใหญ่ ถ้าอยากทำภาพใหญ่ คุณต้องเริ่มต้นทีละส่วนจากภาพเล็ก ผมอยากให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ทุกก๊ก มองว่า คุณทำ Point ตรงนี้ดีหรือยัง คุณพร้อมไหม ถ้าคุณลงแล้วมีความเสี่ยงอะไรที่คุณสามารถรับผิดชอบได้หรือเปล่า ถ้าทำลงไปแล้วมันมีความเสี่ยงที่คุณสามารถรับผิดชอบได้ ทำเลยเต็มที่ แต่ทำในขอบเขตของกฎหมาย เสรีภาพ ประชาธิปไตย และที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิมา เราเป็นปัญญาชน เราเป็นอารยชน เราจะปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง ถึงแม้กฎหมายนั้นจะบีบบังคับเรา แต่เราก็จะทำตาม เพราะเราเป็นคน ไม่ใช่เหมือนกับคุณ ที่แหกกฎหมายกันเอง

จอห์น: นอกจากนี้เนี่ย เรื่องการพามวลชนออกไปบนถนนแล้วไม่ได้กังวลถึงเรื่องความปลอดภัย ผมก็เห็นภาพสะท้อนคือ ในขณะเดียวกัน มีคนที่พยายามจะออกมาพูดว่ามันเป็นเรื่องของการที่จะต้องรับผิดชอบตัวเอง ผมก็เลยเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า ถ้าอย่างเนี่ย การที่คุณมาประชุมกันโดยที่คุณรู้ว่า คุณจะเป็นหนึ่งในหัวขบวน ที่จะพาคนออกมา คุณจะรู้ว่าคุณเป็น Influencer คุณไม่คิดจะรับผิดชอบชีวิตผู้คนใช่ไหมที่พูดอย่างนี้ คิดว่าทุกคนออกมาทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ที่พูดว่าทุกคนออกมา ทุกคนจะต้องรู้ความเสี่ยง แปลว่าคนทั่วไป คนที่พึ่งมาครั้งแรก คนทั่วไปที่อยากจะมีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคม ไม่ว่าเขาจะเคยมาก่อนหรือเปล่า คุณจะไม่รับผิดชอบพวกเขาเลยหรือเปล่า

ผมเคยไปร่วมงานกับเครือข่ายขบวนการนักศึกษาเครือข่ายนึง ในช่วงเช้าก็มีการบรรยายถึงการต่อสู้ในแนวทางสันติวิธี ผมก็ได้ยินคำพูดที่ผมไม่พอใจมาก ๆ คือคำพูดที่บอกว่า ถ้าจะไปเคลื่อนไหว ถ้าจะพามวลชนออกไปแล้วมีคนตาย คนตายต้องตายโดยที่เกิดประโยชน์ ถ้าตายแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้าตายแล้วไม่มีผลกระทบอะไรกับสังคมถือว่าออกไปตายแล้วโง่ แล้วผมก็เห็นว่าความคิดแบบนี้ไม่ใช่แค่ความคิดชุดเดียว

ผมเคยไปประชุมกับอดีตพรรคการเมือง อดีตนักการเมืองกลุ่มนึง เขาก็พูดในที่ประชุมออกมาว่า คนที่ออกไป ถ้าตายไม่เกิดอะไร ก็ไม่ได้มีประโยชน์ เพราะเราต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ถ้าตายออกไปแล้วไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนประเด็นทางประชาธิปไตย ผมมองว่านี่เป็นเรื่องที่ไร้ความรับผิดชอบและก็เป็นอะไรที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด ผมเชื่อว่าเราจะทำอะไร เราต้องมีความรับผิดชอบกับทุกอย่าง เราจะละเลยหน้าที่ของเรา เราไม่สามารถที่จะละเลยมวลชนของเราได้ ยิ่งคุณเชื่อว่าเขาคือประชาชน ยิ่งคุณเชื่อว่านั่นคือคนที่ออกมาเพื่อสนับสนุนคุณ สนับสนุนทิศทางการต่อสู้ของคุณ คุณจะต้องรักษาเขาเอาไว้ให้ดีที่สุด


ถ่ายภาพและสัมภาษณ์โดย กฤตนัน ดิษฐบรรจง
บันทึกการสนทนาโดย ทินวุฒิ ลิวานัค

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.