fbpx

เมื่อ Podcast กำลังมาแรงแซงโค้ง จะหาเงินยังไงดี? : สรุปวันที่สองของงาน iCreator Conference 2020

เข้าสู่วันที่สองของ iCreator Conference 2020 กันแล้ว โดยวันนี้เริ่มเปิด Section โดยทาง MediaDonut ผู้ได้รับการบริหารจัดการ Spotify อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยออกมาเปิดเผยถึงตัวเลจที่น่าสนใจสำหรับคนฟังและคนทำสื่อเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีบรรดา Podcaster ชั้นนำของเมืองไทย นักเล่าเรื่องผี YouTuber ชื่อดัง และตบท้ายด้วยนักเขียนชื่อดัง มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้ฟังแบบจุกๆ วันนี้ส่องสื่อสรุปงานวันที่สองมาให้อ่านกันครับ

Spotify เปิดเผยยอดการฟัง Podcast เติบโตสูงถึงร้อยละ 11

เริ่มต้นจากยอดการฟัง Podcast ในประเทศไทยมีการเติบโตมากขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (2562) มากถึงร้อยละ 11 เลยทีเดียว ในขณะที่กลุ่มหลักที่ฟัง Spotify คือกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งเติบโตจากไตรมาส 2 ของปี 2017 มากถึงร้อยละ 35 เลยทีเดียว

ในขณะที่ Lifestyle ของคนฟัง Spotify แบ่งเป็น 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ฟังอยู่บนรถร้อยละ 70 กลุ่มที่ฟังในที่ทำงานร้อยละ 65 กลุ่มที่ฟังในที่ประชุมร้อยละ 60 และกลุ่มที่ฟังที่บ้านร้อยละ 59 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนฟังกระจัดกระจายและฟังเพื่อจัดการตัวเองก่อนเริ่มทำงานนั่นเอง

ในขณะที่ผู้ฟัง Podcast หลายคนคงอาจจะยังไม่เคยทราบว่าคนฟังชอบอะไร ร้อยละ 14 จะชอบการเปิดกว้างทางความคิด ร้อยละ 13 ชอบความคิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 11 ชอบที่จะลองสินค้าอะไรใหม่ๆ และชอบหาข้อมูลสินค้าทางอินเตอร์เน็ต และร้อยละ 13 สามารถบริหารจัดการทางการเงินได้ดี

ในขณะที่ Audio Streaming มียอดเติบโตสูงขึ้นถึงร้อยละ 67 โดยเพลงไทยสากลและเพลงเกาหลีได้รับความนิยมสูงสุดในไทย ในขณะที่กลุ่มเพลย์ลิสต์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่กลุ่มที่ฟังในระหว่างเตรียมตัว กลุ่มฟังบนรถ กลุ่มฟังเพื่อดึงความสนใจ กลุ่มฟังขณะออกกำลังกาย และกลุ่มที่ฟังในระหว่างการทานข้าวมื้อค่ำ

ในขณะเดียว Global Brands มีการกลับมาทำ “Sonic Branding” ซึ่งได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเป็นการออกแบบเอกลักษณ์ในการสร้างแบรนด์ โดยถ้าในประเทศไทยจะคุ้นเคยเสียงกดกริ่งของมิสทีนเป็นอย่างดี แต่ในต่างประเทศสองแบรนด์ที่ตั้งใจทำและยกเป็น Case Study นั่นก็คือ Mastercard และ AVON ที่ตั้งใจทำเป็น Digital Identity ซึ่งทำให้คนรับฟังได้จินตนาการและคิดถึงภาพลักษณ์ในแง่บวกได้ดีอีกด้วย

อนาคตของพอดแคสต์ กับ GetTalk – Salmon และคู่หู

สรุปโดย ธนโชติ วงศ์เมธิญญ์

พอดแคสต์นับเป็นสื่อที่เริ่มมีคนให้ความนิยมที่มากขึ้นพร้อมกัน ทั้งคนทำที่มากขึ้น สื่อต่าง ๆ เริ่มหันมาทำพอดแคสต์กันมากขึ้น แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร ? โฆษณาจะมากขึ้นไหม ?

ถ้าหากมองในมุมของเนื้อหาและแพลตฟอร์ม ย้อนกลับไปสมัยก่อนอาจไม่คิดว่าจะมีรายการที่แปลกใหม่ขึ้นมา อย่างเช่นรายการเที่ยวที่เล่าเกี่ยวกับท่องเที่ยวผ่านพอดแคสต์ ซึ่งสามารถนำไปทำพอดแคสต์ได้ หรือ Stand-up Comedy ที่นำศาสตร์เรื่องตลกมารวมกันแล้วแล้วเล่าผ่านการทำพอดแคสต์ นอกจากการฟังที่ได้เนื้อหาและสาระ ยังต้องได้อะไรอีกหลายๆ อย่างทั้งการ Entertain และความสนุก

สถานการณ์ของพอดแคสต์ในช่วงโควิด ถึงแม้ว่าจะมีคนอยู่บ้านมากขึ้น แต่ยอดกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเสียทีเดียวเราเข้าใจว่าถ้าอยู่บ้านคนจะฟังมากขึ้น แต่กลับไม่ใช่เพราะปกติคนจะฟังพอดแคสต์ในสถานการณ์บางอย่างเช่น ตอนกำลังไปทำงาน แต่ก็พบว่ายอดการฟังพอดแคสต์ใน YouTube นั้นเพิ่มมาก พร้อมกับผู้ฟังที่หลากหลายมากกว่าเดิม

การทำพอดแคสต์ในปัจจุบันยากขึ้นไหม ? อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดคงเป็นเรื่องการบอกแบรนด์ให้เห็นว่าเขาจะอยู่ตรงไหนได้บ้างในคลิปๆ นั้นที่เป็นเพียงเสียงที่ไม่ได้มีวิดีโอ ในการโฆษณาต่าง ๆ

ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเรา ก็ได้ลองทำอะไรที่หลากหลายกันมากขึ้น อย่างการนำคอนเทนต์ขึ้น YouTube ซึ่งสามารถสร้างยอดผู้ฟังให้เราเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก ซึ่งความง่ายของการค้นหาคอนเทนต์ใน YouTube มันง่ายกว่ามาก คนฟังเยอะขึ้น จริง ๆ คงจะเป็นเพราะ YouTube Premier ด้วย ทำให้เราได้เห็นว่าพอดแคสต์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว หรืออย่างการนำพอดแคสต์ไปลงใน TikTok ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดีหรืออย่าง in-ear pocketbook ก็ดี

ถ้าหยิบหนังสือมาเล่าเรื่องจะนับเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ? อย่างน้อย ๆ การที่จะนำหนังสือมาเล่าเรื่องคงต้องมีค่าเรื่อง ค่าลิขสิทธิ์ให้กับนักเขียน สำนักพิมพ์ด้วย

สำหรับคนที่อยากจะมาเป็น Podcaster เป็นอย่างไรบ้าง ? ต้องปรับตัวอย่างไร พอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมเป็นหลักคงไม่พ้นด้านธุรกิจ การพัฒนาตัวเอง กฎหมายบ้าง ซึ่งเราจะเน้น Entertainment เป็นหลัก เพื่อให้ตัวพอดแคสต์มีความสนุก หากคนที่เข้ามาทำพอดแคสต์อาจจะเน้นด้านธุรกิจ การพัฒนาตัวเอง หรือใช้ความถี่เข้าช่วยคือลงพอดแคสต์บ่อย ๆ ก็ทำให้มีโอกาสที่จะติดมากขึ้นอย่างคนที่ทำรายวันแล้วได้ผลก็มีอย่างเช่น 8 บรรทัดครึ่งพอดแคสต์

ความสั้นยาวของเนื้อหาเกี่ยวไหม ? จริง ๆ มันเกี่ยวกับความเหมาะสมของตัวคอนเท้นมากกว่า ถ้าหากตัวพอดแคสต์ EP นั้นจำเป็นต้องยาว ก็ควรต้องยาว ให้เหมาะสม

ปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ มีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ? ตอนนี้แบรนด์หลายๆ แบรนด์ก็เปิดใจมากขึ้น มีการขอ rate card ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี สิ่งที่พอดแคสต์ต่างจากสื่ออื่น ๆ คือที่เมื่อฟังไปแลวจะไม่สามารถฟังซ้ำได้ แต่พอดแคสต์สามารถทำได้ และสิ่งที่แบรนด์สนใจคือ การที่พอดแคสต์สามารถโน้มน้าวให้เกิดพฤติกรรมบางอย่างได้

รู้จักการปรับตัวของสื่อไอที ตามสไตล์ “หนุ่ย แบไต๋”

สรุปโดย ณัชธนัท จุโฬทก

เข้าสู่ช่วงบ่ายวันนี้ด้วยการเปิดหัวข้อ Media Transformation โดย “หนุ่ย พงศ์สุข” จากเว็บไซต์แบไต๋ สื่อไอทีที่ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านทุกยุคทุกสมัยแบบไร้ขีดจำกัด จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

หนุ่ยเริ่มเล่าบนเวทีว่า ในอดีตเราต้องบอกผู้คนในสื่อเก่า ๆ ว่าให้คนรู้จักอินเทอร์เน็ต อย่างผมก็เป็นคนที่ทำในยุคแรก ๆ โดยมีจุดต้นกำเนิดมาจากคุณจอห์น รัตนเวโรจน์ ที่ชวนผมมาทำรายการ ต่อมาผมเคยผลิตรายการทีวีของตัวเอง ในอดีตมีสตูดิโอรายการแบไต๋และจัดกิจกรรมไอที อยู่ที่ Digital Gateway ใจกลางสยามสแควร์ แรก ๆ ผลตอบรับดี แต่พอม็อบลงถึง 3 ม็อบ ก็แผ่วลงไป ก็พยายามมาทำรายการทีวีโดยลดต้นทุนลง ซึ่งก็ไม่รอดอยู่ดี ตอนนั้นปรับตัวเร็วแต่มาผิดทิศ มีคนเสนอให้ทำแอป เราก็ทำแอป เป็น Digital Magazine ชื่อ “แบไต๋ hitext” ฉบับ 1-3 โหลดฟรีผลตอบรับดี แต่พอมาฉบับที่ 4 ต้นไป คิดเงินก็ล้มเหลว แต่ก็พยายามปรับตัวไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ต้องยอมยกธงขาว เพราะก็ไปไม่รอด ตอนนั้นผมดูเป็นผู้แพ้มาก แม้แต่ภารยาผมก็บอกว่าเอาความฝันไปละเลงเอง

สุดท้ายผมก็ต้องลดการเช่าคนอื่น โดยการทุบบ้านทำสตูดิโอตัวเอง เพื่อผลิตรายการป้อนไทยรัฐทีวี ยอมเสียสนามหญ้าและวิวสวยๆ บ้านก็หมดสวยไป โดยรายการที่ทำคราวนี้เป็นรายการที่รวมทั้งทีวีและออนไลน์ด้วยกัน คือเกมโชว์ที่ดูทีวีไปเล่นแอปไป แต่สุดท้ายก็สปอนเซอร์ไม่ค่อยเข้า ไม่รู้จะเอาอะไรมาแจกผู้ชม จนสุดท้ายก็ฝากรายการสุดท้ายคือ เดอะรีวิวเวอร์ รีวิวสินค้าไอทีออกทีวี แม้จะเรตติ้งดีของช่องเลย แต่ต่อมาผู้บริหารบอกว่ารายการดูลงทุนน้อยไป ไม่เหมาะกับออกทีวี

และผมมีโอกาสได้คุยกับเจ้าสัว CP และได้พูดคุยกัน จนได้ยินเสียงจากเขาว่า “ผมกลัวการล้มละลายมาก” ไปถึง 4 ครั้ง เพราะว่า Technology Disruption จะสามารถทลายบริษัทยุคเดิมที่ใช้คนและต้นทุนเยอะ จากธุรกิจใหม่ที่เริ่มต้นแค่ไม่กี่คน ทุนต่ำ ๆ คิดดูขนาดบริษัทใหญ่ทุนอยู่ได้ยาวๆ ยังคิดแบบนี้เลย

พอมาเป็นยุคออนไลน์ ก็คือจุดที่ต้องปรับตัวจริง ๆ ผมก็ยุติการเช่าเวลาสถานีโทรทัศน์ มาทำออนไลน์เต็มตัว ทุกอย่างต้องสั้นกระชับและเร็วกว่าบนทีวี อย่าง Facebook มีสถิติคนไทยไถผ่านภายใน 0.7 วินาที และคนไทยดูเป็นอันดับ 3 แต่เป็นอันดับ 1 ในการไถผ่านมากที่สุด ในอดีตผมเคยบ้าไตเติ้ลตอนทำรายการทีวี เครดิตต้องครบ กราฟิกต้องสวยดูดี ก็ต้องทำพวกนี้ให้สั้นหรือแทบไม่มีเลย เปิดมาต้องเข้ารายการทันที ต่อมาในอดีตคนดูผ่านทีวี เลยคิดว่าหากเป็นรายการสาระความรู้ ก็ไม่จำเป็นต้องดูดีมาก แต่พอมาทำออนไลน์ คนต้องดูใกล้จอมากขึ้นก็เลยต้องลดน้ำหนัก ถึงขั้นงดน้ำตาลไปเลย

และเพราะออนไลน์คอนเทนท์มีหลายช่องทาง แต่ทั้งนี้แต่ละช่องทางก็ต้องทำสัดส่วนให้เหมาะสม เวลาผลิตวิดีโอ ต้องผลิตให้ถูกรูปแบบ และบางแพลตฟอร์มก็อาจไม่จำเป็นต้องสั้นเกินไปด้วย อย่างเช่นกรณี YouTube คนนิยมดูผ่านทีวีและคอมพิวเตอร์มากกว่ามือถือ ก็ควรทำยาวกว่าบน Facebook ได้ และต้องใช้สัดส่วน 16:9

สำหรับการเล่าเรื่องให้ทันเหตุการณ์ คุณหนุ่ยเล่าต่อว่า อย่างช่วงที่มีดรามาทนายท่านนึง ถูกยึดของเหลว และก็โวยว่าเข้าข่ายลักทรัพย์ แต่เราเห็นว่าจริง ๆ ในสนามบิน มีตู้ของไปรษณีย์ไทย ชื่อ APM ที่สามารถส่งของที่ไม่ผ่านการ X-ray กลับบ้านได้ แต่คนน่าจะยังไม่ค่อยรู้ ก็เลยออกไปทำรีวิวเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งไม่ได้ค่าจ้างรีวิวอะไรเลย แต่พอปล่อยคลิปนี้ออกไป ที่กระชับดูเข้าใจง่ายเร็ว ๆ มันทำให้สายโทรศัพท์เข้ามาอีกครั้งหลังจากลาจอทีวี มีคนชื่นชมว่าเราทำรีวิวได้ดี อยากให้มารีวิวสินค้าของเราบ้างสิ

แต่เราก็ต้องมีจรรยาบรรณคือ เราจะรีวิวตามความจริง คือเราจะพูดข้อดีหรือสเปกคุณสมบัติได้หมดเลย แต่เราต้องขอบอกข้อเสียของสินค้าคุณแล้วคาดแถบว่าเป็น Ads ให้เห็นด้วยนะ ทุกคนที่จะจ้างเรารีวิวต้องรับได้กับเงื่อนไขนี้ และเราต้องขอบอกราคาสินค้าคุณชัดเจนด้วย จากจุดนี้ก็ทำให้ไปถึงขั้นไปทำรายการสำหรับภายในองค์กรให้พนักงานได้เรียนรู้เปิดโลกไปกับเรา ซึ่งแตกต่างจากการสัมมนาตามปกติ เพราะเหมือนเราดูรายการสนุก ๆ ไม่เหมือนมานั่งฟังสัมมนา

ส่วนเทคนิคในการเล่าเรื่อง คุณหนุ่ยทิ้งท้ายไว้ว่า มีหลักการสำคัญ นั่นก็คือ เราไม่เน้นเล่าเรื่องโกรธ แม้ปกติเราจะเห็นว่าคอนเทนท์อะไรที่มาในแนวดราม่าโกรธ ๆ คนจะสนใจ แต่เราเน้นสร้างความสงสัยและไปหาสิ่งที่สงสัยมาเล่าเรื่อง โดย เปิดให้ปิ๊ง-เล่าให้เป๊ะ ส่วนความยาว จริง ๆ บางช่องทางสามารถยาวได้ ถ้าเราทำได้น่าสนใจจริง ๆ เหมือนกับเราดูหนัง Hollywood ว่าทำไมคนทนดูได้ตั้ง 2 ชั่วโมง เพราะว่ามันสนุก น่าดูจริง ๆ ถ้าเราจะอยากทำคอนเทนท์ยาวเราต้องมั่นใจว่าเราจะดึงคนดูได้จริง ๆ ที่สำคัญทุกคอนเทนต์ต้องมัดใจด้วย Simple = เรียบง่าย / Persuasive = โน้มน้าวใจ / Youthful สดใหม่เสมอ

เมื่อคนไทยชอบเรื่องผี แล้วจะสร้างมูลค่าอย่างไรกัน?

สรุปโดย ณัชธนัท จุโฬทก

มาสู่อีกหนึ่งช่วงสำคัญสำหรับวันนี้ นั่นก็คือช่วงของ “คอนเทนท์ผี ความเชื่อ และวัฒนธรรมในยุคดิจิทัล” โดย ป๋อง The Shock และทีม Untitled Case ที่จะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีๆ ที่ทุกคนชอบว่าทำกันอย่างไร? แล้วจะสร้างมูลค่าเท่าไหร่กัน?

พี่ป๋องเริ่มเล่าเรื่องของวิธีการเล่าเรื่องทำยังไงให้มันไหลลื่น และยุคนี้ต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร? ให้ฟังบนเวทีว่า สมัยก่อนรายการผมมีกติกาว่าไม่ให้เด็กเล่า อนุญาตอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะตอนนั้นมองว่าอาจจะลำดับเรื่องไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ และรายการมันดึก ไม่อยากให้เด็กนอนดึก แต่ในปัจจุบันไม่จำเป็นแล้ว เพราะ 15 ขึ้นไปก็เล่าได้ดี เราจึงต้องไม่เอาอายุมาเป็นมาตรฐานแล้ว ดูอย่างสมัยนี้ รายการ Podcast, YouTuber ของเด็กรุ่นใหม่ ที่เล่าเรื่องผี ๆ ก็ทำได้ดีหลายรายการเลย และอย่างในรายการของเรา ดีเจยุคหลัง ๆ ก็สามารถที่จะอ่านจดหมายเล่าเรื่องยาว ๆ มาเล่าสรุปแบบสั้น ๆ และยังคงสนุก ฟังเข้าใจง่ายอยู่

Untitled Case เล่าต่อว่า พอมาเป็นออนไลน์ การฟังจะหลากหลาย หลายคนมักทำอย่างอื่นไปด้วยฟังไปด้วย เราต้องเล่าให้ดึงสมาธิคนฟังได้จนจบ เช่นเล่าเรื่องฆาตรกร แทนที่จะเล่าประวัติฆาตรกรก่อน เราเน้นเรื่องตั้งแต่ตำรวจรับเรื่องคดีและเดือนเรื่องต่อยังไง ค่อยวนกลับมาที่ประวัติฆาตรกร เช่นเริ่มเล่าที่ “ตำรวจได้รับเรื่องจากใคร พอมาที่เกิดเหตพบมือถือมีรูปคนถูกตัดหัว”

ในส่วนของการหาผู้สนับสนุน พี่ป๋องเล่าต่อว่า สมัยก่อนเราเป็นลูกจ้างจัดรายการให้คนอื่น รายการดัง คนฟังเยอะ แต่ขายไม่ค่อยได้ จนได้ออกมาตั้งบริษัทผลิตรายการเอง โดยเริ่มมาอาศัยกับเพื่อนที่ทำรายการวิทยุ แต่สุดท้ายเขาทิ้งไปเล่นการเมือง แต่ยังมีสัญญาเช่าเหลืออยู่เลยยกเวลาให้ แต่ต้องเช่าเองต่อ ช่วงแรก ๆ เราก็พูดตรง ๆ ว่ารายการอาจอยู่ได้ไม่นาน ขอรับเงินบริจาคจากผู้ฟัง แต่ว่าพอพูดแค่นี้ กลับไปเข้าหูเจ้าของกิจการที่ชื่นชอบเรา เขาก็มาเป็นผู้สนับสนุนเลย และสปอนเซอร์ก็เริ่มเข้ามาเรื่อย ๆ

สำหรับในส่วนของ “ยชและธัญ” จากรายการ Untitled Case เล่าในส่วนของการหารายได้ในส่วนฝั่ง Podcast ว่า เราเอา Theme รายการเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งต่อการโปรโมทสินค้า เช่น การเล่าเรื่องโปรโมทสินค้าโดยอิงกับเนื้อเรื่องของรายการเรา และเราไม่มีความคิดว่าเราเก่ง นอกจากนี้ยังมีการตั้งกลุ่ม Facebook สำหรับผู้ฟังรายการ ทำให้แบรนด์มาเห็นได้อีกว่ากลุ่มคนฟังก็มาแนว ๆ เดียวกัน ดังนั้นเราสามารถทำการตลาดผ่านคอนเทนท์ให้กับกลุ่มคนฟังเหล่านี้ได้ ลูกค้าก็สนใจหันมาหาเรา เราอย่าบิดจนเลย Concept เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาเลย มีความเป็นตัวตนของตนเองให้มาก เราปลดปล่อยตัวเองให้ได้มากที่สุด แม้ต้องปรับตัวในทันยุคบ้าง แต่ก็ห้ามทิ้ง Signature ของตัวเอง คุณฟังจะรู้นี่เป็นความ Real แม้มันต้องหลุดคำหยาบออกมาบ้างก็ตาม

และพี่ป๋องแห่ง The Shock ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้เวลาเราจะโปรโมทรายการที่ไหนจากแต่ก่อนบอกวิทยุเดี๋ยวนี้ต้องบอก YouTube, Facebook ก่อน
และวิทยุเป็นช่องทางเสริม เพราะจะได้เข้ากับยุคนี้ ตอนนี้เราจะออกอากาศผ่านสตรีมมิ่งก่อนคือช่วง 22.00 น. เป็นต้นไป แต่ช่วงหลังเที่ยงคืนจะมีการคู่ขนานกับวิทยุด้วย เรียกได้ว่าเอาออนไลน์มาปรับตัวตามยุคสมัยแต่ว่ายังคงความคลาสสิกให้กับกลุ่มคนที่ยังฟังแบบเดิมอยู่

ทำคอนเทนต์อย่างไรให้สนุก พบกับ Kyutae oppa , Pigkaploy

สรุปโดย ธนโชติ วงศ์เมธิญญ์

เริ่มต้นอย่างไรกับอาชีพ YouTuber Kyutae Oppa ให้คำแนะนำว่าต้องเริ่มดูก่อนเลยว่าปัจจุบัน YouTube มีคอนเทนต์แบบไหนบ้าง แล้วขาดคอนเทนต์แบบไหนอยู่ อะไรที่ยังไม่มีในไทยบ้าง อย่างการเต้นสายย่อที่มาแรงในช่วงนั้น ในช่วงเริ่มคนดูก็ไม่ได้มีเยอะมากมาย ต้องตั้งโจทย์ก่อน ต้องคิดว่าจะเริ่มทำอะไร อยากทำอะไร ในส่วนของ Pigkaploy กล่าวว่า จริง ๆ ตอนแรกเริ่มต้นด้วยการทำเพจ เขียนบทความ แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ พอเริ่มมีคนติดตามมากขึ้น ก็มีคนอยากให้เราทำ YouTube

มีวิธีการหาคาแรคเตอร์อย่างไร ? สำหรับวิธีการหาคาแรคเตอร์นั้นอาจจะยากสำหรับใครหลายๆ คน จริง ๆ Kyutae Oppa ให้คำแนะนำว่า ผมก็ไม่ได้คิด คนดูเป็นคนคิดหมดเลย อย่างเช่น เปิดคลิป ก็จะมีบางคอมเม้นต์บอกชอบอันนี้ๆ น่ารักดี ก็เป็นการสื่อสารได้พูดคุยกันกับแฟนคลับ ในส่วนของ Pigkaploy นั้นแนะนำต่อว่า จริง ๆ เราไม่ได้วางไว้ว่าต้องมีคาแรคเตอร์แบบไหน อย่างไร เพราะเรารู้สึกว่าทุกคนมีคาแรคเตอร์ของตัวเองอยู่แล้ว

วิธีการวางลำดับเรื่องราว แน่นอนนับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการทำคอนเทนต์ ก่อนอื่นเลยคงต้องมีการคิดไอเดียก่อนว่าจะทำอย่างไร ช่วงไหน ต้องถ่ายในวันที่เราอยากถ่ายด้วย เพราะคลิปก็จะออกมาดีถ้าเราถ่ายในตอนที่เราอยากถ่าย หรือ การเน้นให้ภาพเล่าเรื่องแทนนั้นก็นับเป็นวิธีการที่น่าสนใจ

ถ้าอยากเป็น YouTuber ต้องทำอย่างไร ? Kyutae Oppa กล่าวว่า จริง ๆ ปัจจัยของการเริ่มทำที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจ หากเอาเงินเป็นแรงบันดาลใจถามว่าได้ไหม ? ตอบว่าได้แต่มันอาจไม่ยั่งยืนเพราะ เราต้องถามตัวเองก่อนว่าที่เราไป เพราะอะไร อยากทำ หรืออยากดังเฉยๆ นอกจากนั้น Pigkaploy ยังเสริมว่า จริง ๆ เรารู้สึกว่าอยากให้เริ่มลองทำดูก่อน ให้เป็นตัวเองที่สุด เริ่มจากความจริงใจ

ปลายทางของการทำงานแต่ละชิ้นคืออะไร Pigkaploy กล่าวว่า อยากให้คลิปที่เราทำมีคุณค่ากับคนดู แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราอยากให้เรามีความสุข หรือ สนุกกับงาน เพราะถ้าเราไม่ได้สนุกกับงานก็คงไม่ดี Kyutae Oppa เสริมว่า ความสุขก็มีนะครับ หลังๆ รู้สึกว่ามีความสุข แล้วมันมีความหมายรึเปล่า หลังๆ ก็เริ่มคิดว่าอะไรคือสาระอะไรที่เราต้องให้คนดู อันนี้เป็นการบ้านของผมที่ต้องทำ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างอะไรก็ต้องมีความหมาย ต้องเปลี่ยนแปลง

จากนักเขียน สู่นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์ และการเมืองในสื่อออนไลน์

สรุปโดย อาภาภัทร คงมานะชาญ

การสร้างคอนเทนต์ในยุคก่อน เปรียบเทียบกับการสร้างคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน

เริ่มต้นด้วยการเล่าประสบการณ์ทำหนังสือหรือสร้างคอนเทนต์ในยุคก่อน และเปรียบเทียบกับการสร้างคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน โดยคุณสรกล อดุลยานนท์ (ตุ้ม) หรือ นักเขียนคอลัมนิสต์ นามปากกา หนุ่มเมืองจันท์ เล่าว่าเริ่มต้นจากการเป็นนักนักสือพิมพ์ ที่การสร้างคอนเทนต์จะมากจากการหาเรื่องราวต่างๆเพื่อนำมาสร้างเป็นการนำสกู๊ปข่าว หรือเขียนคอลัมม์ในหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ

คุณสรกล ได้เล่าต่อว่าก็มีสำนวนการเขียนและวิธีเล่าเรื่องที่แตกต่างกับนักเขียนรุ่นปัจจุบัน โดยเขาได้เปรียบเทียบว่างานเขียนยุคก่อนมักจจะนำส่วนสำคัญของเรื่องราวไว้ในตอนท้าย เพื่อให้ผู้อ่านไปถึงตอนจบ ซึ่งแตกจากสมัยปัจจุบันที่ต้องนำสิ่งที่ต้องเปิดประเด็นด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดแทน เพื่อดึงความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับคุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (เอ๋) หรือ เจ้าของนามปากกา นิ้วกลม กล่าวว่าเขาเริ่มต้นจากการแรงผลักบางอย่างที่อยากเริ่มต้นเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ และเผยแพร่งานเขียนของเขาลงสมุดทำมือและแจกเพื่อนๆในมหาลัย ซึ่งแตกต่างกับงานเขียนยุคปัจจุบันที่มีช่องทางในการเผยแพร่งานเขียนของผู้เขียนผ่านสื่อออน์ไลน์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ได้มากกว่า การทำหนังสือทำมือหรือส่งต้นฉบับไปในนิตยสารเหมือนในอดีต ตัวอย่างเช่น การเขียนข้อความบนทวิตเตอร์ หรือที่เรียกว่า แฮกแท็ก ที่สามารถสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคมได้เพียงวันเดียว

วิธีการสร้างคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน

ต่อมาในประเด็นเรื่อง วิธีการสร้างคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน ทางคุณสรกลเล่าว่าการสร้างคอนเทนต์ในยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะผู้อ่านหรือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเนื้อหาหรือความรู้ต่างๆง่ายได้มากขึ้น ดังนั้น จึงต้องหาจุดเด่นหรือข้อได้เปรียบของตัวเองในการสร้างคอนเทนต์หนึ่งๆขึ้นมา โดยคุณสราวุธได้ใช้ความสนใจและประสบการณ์ทางการเมืองในอดีตของตนเอง เป็นจุดเด่นในการเล่าเรื่องผ่าน podcast แทน

สำหรับคุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (เอ๋)  กล่าวว่าเขารู้สึกว่าเส้นแบ่งระหว่างการเล่นกับทำงานมันอยู่ใกล้กันมาก เช่น เราสามารถนำความชอบอ่านหนังสือมาเล่าเป็นเรื่องราวต่างๆให้คนอื่นๆฟังได้ ดังนั้นจึงสามารถนำควาชอบต่างๆมาสร้างคอนเทนต์ได้ โดยคุณนิ้วกลมกล่าวเสริมว่า อยากให้ทดลองทำสิ่งต่างๆที่ไม่เคยทำ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความเสี่ยงกับการทดลองทำงานให้สิ่งที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อนด้วยเช่นกัน

การสื่อสารในยุคใหม่ในเรื่องการเมือง

สรกล อดุลยานนท์ (ตุ้ม) รู้สึกประทับใจกับการสื่อสารของกลุ่มม๊อบยุคในยุคปัจจุบันมาก เพราะเขารู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของทุกม๊อบมีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยในการสื่อสารที่ทำให้แต่ละสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนได้ และแต่ละม๊อบเองก็มีจุดยืนที่เหมือนและความต่างกันออกไป

มุมมองต่อเรื่องสื่อในอนาคต

ต่อมาในมุมมองต่อเรื่องสื่อในอนาคต คุณสราวุธ กล่าวว่า สื่อปัจจุบันส่วนมากจะสร้าง Fillter Bubble ให้กับผู้อ่าน นั้นคือ การอยู่ในสื่ออนไลน์ที่สะท้อนแต่มุมมองที่ตัวเองสนใจ ซึ่งน่าสนใจว่าการที่สื่อมุ่งแต่จะสร้างให้คนในสังคมอยู่แต่ใน Bubble หรือโลกของตัวเองนั้น จะนำสังคมไปสู่อะไร และพื้นที่สื่อกลางที่ใช้สำหรับถกเถียงของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นต่างกันจะอยู่ตรงไหน

ส่วนคุณสรกล  เชื่อว่าสื่อเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อย่างเช่นในยุคปัจจุบันที่สื่อใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เล่าเรื่องราวต่างๆ แต่ในมุมมองของคุณสรกลต่อเรื่องสื่อกับปัญหาทางสังคม เขาเชื่อว่าปัญหาในสังคมสามารถแก้ไขด้วยกลไกต่างๆของสังคมเองอยู่แล้ว

อยากเป็น content creator ต้องทำยังไง

ทางคุณสราวุธ กล่าวว่า เติบโตมากับการที่สื่อสามารถครอบครองพื้นที่และกลุ่มผู้บริโภคได้มาก แต่ในปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคเลือกสนใจคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทำให้การเป็น content creator  ต้องใส่ใจและพยายามหากลุ่มผู้บริโภคที่จะให้มาให้ความสนใจกับคอนเทนต์ของตนเองมากกว่า

คุณสรกล เห็นด้วยกับคุณเอ๋ โดยมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำให้การสื่อสารและการเป็นเป็น content creator ง่ายขึ้นกกว่าเดิมมาก จุดสำคัญคือการพยายามหาจุดความถนัดของตัวเองในการมัดใจกลุ่มเป้าหมายของเรา

ติดตามการสรุปงาน iCreator Conference 2020 ได้ตลอดทั้ง 3 วันทาง Facebook : ส่องสื่อ

ส่องสื่อ เป็น 1 ใน Media Partner ของงาน iCreator Conference 2020

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.