fbpx

เนชั่นทีวี พลิกฟื้นรายได้ในไตรมาส 3/2563 คว้ากำไรไป 13 ล้านบาท

บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3/2563 แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยประกาศผลประกอบการมีรายได้เพิ่มเติมจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนไปกว่า 11 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้คว้ารายได้ไปทั้งหมดที่ 13,584,000 บาท

เนชั่นทีวี มีธุรกิจในมือทั้งหมด 4 ขา ประกอบไปด้วย ธุรกิจสถานีโทรทัศน์ที่ไตรมาสนี้มีรายได้ทั้งหมด 119,421,000 บาท มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 116,012,000 บาท ในส่วนของขาที่สอง คือธุรกิจสื่อใหม่ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งไตรมาส 3/2563 คว้ารายได้ไปทั้งสิ้น 7,467,000 บาท ในขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีรายได้ทั้งสิ้น 4,854,000 บาท

สำหรับขาที่สาม คือ Happy Shopping หรือธุรกิจขายสินค้าและบริการ มีรายได้ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 108,113,000 บาท และธุรกิจนำเที่ยวซึ่งเป็นขาที่สี่ ได้รายได้อยู่ที่ 12,662,000 บาท มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้เพียง 4,914,000 บาท

เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายในไตรมาส 3/2563 พบว่า ค่าใช้จ่ายของไตรมาสที่ 3/2563 มีค่าใช้จ่ายมากกว่า คืออยู่ที่ 230,173,000 บาท ต่างจากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 134,824,000 บาท และสินทรัพย์ของบริษัท ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 อยู่ที่ 1,001,083,000 บาท ทั้งหมดนี้ทำให้มีกำไรหลังหักภาษีเงินได้อยู่ที่ 13,584,000 บาท ต่างจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนหลังหักภาษีเงินได้อยู่ที่ 11,911,000 บาท

โดยเหตุการณ์สำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 คือ การที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติให้ซื้อเครื่องหมายการค้า “คมชัดลึก” จากบริษัทใหญ่ (“บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)”) และซื้อธุรกิจคมชัดลึกจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันแห่งหนึ่ง (“บริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด”) มูลค่ารวมจำนวน 70.00 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขการจ่ายชำระตามที่ตกลงกัน

นอกจากนี้ยังอนุมัติให้บริษัทเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของบริษัท กรีน เน็ต 1282 จำกัด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.998 ของทุนที่ออกและชำระแล้ว จำนวน 164.40 ล้านบาท และภาระหน้าที่ในการชำระหนี้คงค้างพร้อมดอกเบี้ยตามหนังสือรับสภาพหนี้ของบริษัทดังกล่าวไม่เกิน 85.60 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 250.00 ล้านบาท         

และยังมีการอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจำนวน 321.26 ล้านบาท จาก 803.16 ล้านบาท (แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 803,155,214 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) เป็น 1,124.42 ล้านบาท (แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,124,417,300 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ในอัตราส่วน 5 หุ้นสามัญเดิมต่อ 2 หุ้นสามัญใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.53 บาท

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.