fbpx

ธุรกิจเพลงยังรุ่งสวนกระแสโควิด-19 แกรมมี่กำไรประจำงวดไปที่ 41.3 ล้านบาท

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3/2563 แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจากผลประกอบการสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเพลงที่ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโฮมช็อปปิ้งก็สามารถสร้างรายได้ได้ดี แต่ภาพรวมลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

โดยรายได้ของแกรมมี่ในไตรมาสที่ 3/2563 มีรายได้ทั้งสิ้น 1,085,763,000 บาท น้อยกว่าไตรมาสที่ 3/2562 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,518,380,000 บาท แต่มีผลประกอบการที่ดีกว่าไตรมาสที่ 2/2563 อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวจากมาตรการของรัฐในการผ่อนปรนต่อมาตรการโควิด-19

โดยแบ่งรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจเพลง ซึ่งประกอบไปด้วย ประกอบด้วยธุรกิจดิจิทัลมิวสิคและการขายลิขสิทธิ์, ธุรกิจบริหารศิลปิน, ธุรกิจโชว์บิซ, การจำหน่ายสินค้าศิลปินและสินค้าเพลง และธุรกิจอื่นที่สนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัท มีรายได้ทั้งหมดในไตรมาสนี้ทั้งสิ้น 552.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51.7 ของรายได้ทั้งหมด ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากส่วนงานนี้อยู่ที่ 948.6 ล้านบาท

สาเหตุหลักมาจากรายได้จากธุรกิจบริหารศิลปินและธุรกิจโชว์บิซที่ลดลงจากผลกระทบ COVID-19 อย่างไรก็ดียังมีธุรกิจดิจิทัลมิวสิคและการขายลิขสิทธิ์ที่ได้รับผลกระทบในระดับต่ำในไตรมาส 3/2563 นี้ และมีรายได้ลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการปรับตัวเพื่อรองรับ New Normal ของธุรกิจโชว์บิซ บริษัทได้ลงทุนนำเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) มาใช้ร่วมกับ Big Data จาก Smart ID เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันคุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ที่เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตและมิวสิคเฟสติวัลของบริษัท เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะที่รายได้จากธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง ซึ่งดำเนินในนาม O Shopping มีผลประกอบการที่ลดลงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการแข่งขันในตลาดที่มากขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยในไตรมาสนี้กอบรายได้ไปทั้งสิ้น 369.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.6 น้อยกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสที่แล้วของปีนี้อีกด้วย

ในส่วนของธุรกิจภาพยนตร์ในนาม จีดีเอช 559 มีรายได้ที่สูงขึ้นจากการขายลิขสิทธิ์ไปยังกลุ่ม OTT ต่างๆ รวมไปถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้วย โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีภาพยนตร์เข้าฉายใหม่อีก 1 เรื่อง ในส่วนของรายได้ในไตรมาส 3/2563 มีผลประกอบการอยู่ที่ 83.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.8 มากกว่าไตรมาสที่ 3/2562 ที่มีรายได้อยู่ที่ 60.3 ล้านบาท

อีกธุรกิจอย่างธุรกิจจัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม ภายใต้ชื่อ GMMZ มีผลประกอบการที่ลดลง โดยเกิดจากยอดขายที่ปรับตัวลดลง ซึ่งในไตรมาสนี้มีรายได้อยู่ที่ 44.4 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจอื่นๆ มีรายได้ประจำไตรมาสอยู่ที่ 18.7 ล้านบาท

ในส่วนของผลประกอบการการลงทุนของแกรมมี่ในไตรมาสที่ 3/2563 แบ่งเป็นธุรกิจร่วมการค้าซึ่งมีสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวีอย่าง จีเอ็มเอ็ม 25 และช่องวัน 31 ในไตรมาสนี้ทั้งสองช่องสร้างส่วนแบ่งกำไรได้อย่างมีนัยยะสำคัญ อันเป็นสัญญาณที่ทำให้เห็นว่าทั้งสองช่องกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มช่อง จีเอ็มเอ็ม 25 หรือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง จำกัด มีกำไรส่วนแบ่งจากฝั่งแกรมมี่อยู่ที่ 9,448,000 บาท ในขณะที่กลุ่มช่องวัน 31 หรือบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีกำไรส่วนแบ่งอยู่ที่ 53,656,000 บาท

ในขณะที่ผลประกอบการส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน) ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทางฝั่งกลุ่มช่องวัน 31 ทำกำไรที่เป็นส่วนแบ่งของแกรมมี่ไปมากกว่าหลักร้อยล้าน ในขณะที่กลุ่มช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ยังขาดทุนอยู่ โดยกลุ่มช่องวัน 31 ทำกำไรตลอด 9 เดือนที่เป็นส่วนแบ่งของแกรมมี่ไปทั้งสิ้น 127,889,000 บาท และฝั่งกลุ่มช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ขาดทุนในส่วนของแกรมมี่ไปทั้งสิ้น 33,441,000 บาท

อีกส่วนคือส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน) จากกลุ่มบริษัทอื่นๆ ก็มีผลประกอบการที่เด่นชัดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริษัท นาดาว บางกอก จำกัด ที่ส่วนแบ่งในงวด 3 เดือนทำกำไรของฝั่งแกรมมี่อยู่ที่ 2,151,000 บาท ในขณะที่อีกบริษัทอย่าง บริษัท ซีเนริโอ จำกัด มีผลขาดทุนที่เป็นส่วนแบ่งแกรมมี่อยู่ที่ 2,060,000 บาท

สำหรับควงามเคลื่อนไหวที่สำคัญของแกรมมี่ในไตรมาสนี้ คือการที่ GMM Music จับมือ Tencent Music Entertainment Group บริษัทธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่งรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพลงผ่าน 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ QQ Music, KuGou Music, Kuwo Music และ WeSing ซึ่งมีผู้ใช้บริการรวมทั้งสิ้นกว่า 800 ล้านคน เสริมช่องทางการขายลิขสิทธิ์เพลงให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และต่อยอดธุรกิจเพลงไทยสู่ตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว “GMM GOODS” ซึ่งดำเนินธุรกิจขายตรงแบบชั้นเดียว SLM (Single-Level Marketing) จัดจำหน่ายสินค้าที่มีศิลปินร่วมกันเป็นเจ้าของ พร้อมเปิดตัว “ออร่า-ทัย” (AURA-THAI) แบรนด์สินค้าแรกจาก “ต่าย อรทัย” เพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำ ผู้ผลิตคอนเทนต์ และ Media Marketing Solution แบบครบวงจร ทั้งสื่อโทรทัศน์, สื่อวิทยุ, สื่อ Social Media, สื่อ Outdoor และ สื่อ Point of Sale รวมถึงสื่อของศิลปิน GMM Music ที่จะช่วยกันร่วมโปรโมทธุรกิจ และ Big Data ของฐานแฟนคลับจำนวนมหาศาลอีกด้วย