fbpx
18th Young Webmaster Camp Load WordPress Sites in as fast as 37ms!

สรุปแบบเน้นๆ กับทุกสิ่งที่คนในวงการสื่อต้องฟัง! จากงาน CTC2019

ขึ้นชื่อว่าเป็นนักข่าวยุคนี้ อะไรหลายๆอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอใช่ไหมครับ? วันนี้พี่งามของเราจะพาทุกคนมาสรุปจากการอัพเดตในงาน CTC2019 ซึ่งเพิ่งจัดผ่านพ้นไปไม่นานมานี้นี่เอง แต่ว่าขึ้นชื่อว่าส่องสื่อแล้ว เราต้องมาอัพเดตสิ่งที่ได้ในแง่มุมสื่อมวลชนอย่างแน่นอน จะเป็นยังไงนั้นลองอ่าน (หรือฟังจาก Podcast ด้านบน) ได้เลยครับผม

อนาคตของคอนเทนต์ : เมื่อสื่อเป็นผู้ถูกเลือก

ภาพจาก Creative Talk Live

เนื้อหาจากการพูดของคุณเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The standard

สำหรับหัวข้อนี้จะเน้นการพูดถึงเรื่องการที่ผู้ใช้งานมีแพลตฟอร์มอยู่ในมือและสามารถสร้างคอนเทนต์ได้มากขึ้นก็จะไปทำให้สื่อหลักอย่าง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์เองก็ถูก Disrupt พอทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกอย่างก็กลับข้าง ซึ่งสื่อเองก็ต้องกลายเป็นผู้ถูกเลือก ในขณะเดียวกันผู้เสพสื่อก็จะเป็นผู้เลือกเนื้อหาด้วยตนเองเช่นกัน เมื่อสถานการณ์กลับข้างกันแบบนี้ คนทำสื่อเองก็ต้องปรับแนวคิดกัน นั่นคือจะต้องมีความถ่อมตัวมากขึ้น เราจะต้องเข้าใจว่าเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น

1.7 วินาที คือเวลาที่สื่อจะต้องทำให้ผู้บริโภคสื่อสนใจในสื่อนั้นๆ
แล้วสื่อจะต้องทำยังไงบ้าง?
คุณเคนได้ยก 3 ข้อขึ้นมาพูดถึงในการผลิตสื่อ คือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าถนัดเล่าเรื่องอะไร และจุดที่เราแตกต่างคืออะไร?
  2. เข้าใจคนเสพสื่อว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร? ใครที่เป็นคนสนใจคอนเทนต์ของเรา
  3. เข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม Social Media แต่ละแบบว่าเราจะสื่อสารไปในแนวทางไหน รวมถึงเข้าใจพฤติกรรมของผู้อ่านและสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดในการนำเสนอคอนเทนต์ และเป็นหัวใจหลักในการทำงานด้วย นั่นก็คือ “คอนเทนต์” เองนั่นแหละ ซึ่งคอนเทนต์ที่ดีและมีคุณภาพจะช่วยทำให้คนเข้ามาอ่านมากยิ่งขึ้น ทีนี้เลยมีคำถามว่าแล้วคอนเทนต์ที่ดีจะเป็นยังไงบ้างล่ะ? คุณเคนก็ได้บอกถึงหลักการทำคอนเทนต์ที่ดีด้วยเช่นกันว่าควรมีสิ่งต่างๆเหล่านี้ประกอบกันด้วย ได้แก่

  1. มีเนื้อหาน่าสนใจ
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์

ซึ่งเราก็สามารถสร้างคอนเทนต์ที่สมดุลกันทั้ง 2 ข้อในคอนเทนต์เดียวกันก็จะดีมากยิ่งขึ้นด้วยนั่นเอง นอกจากนั้นยังต้องเล่าเรื่องที่ดีและมีเนื้อหาที่ดีด้วยเช่นกัน จึงจะทำให้คอนเทนต์เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกนั่นเอง

คอนเทนต์จาก Blogger : แบรนด์ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

ภาพจาก Creative Talk Live

จากเนื้อหาการพูดของคุณชรัตน์ เพ็ชร์ธงไชย หัวหน้าธุรกิจ LINE Today, LINE ประเทศไทย คุณกสม วิชชุลดา เจ้าของเพจนำไปใช้ และคุณจารุต ธำรงวัฒนา Content Marketing Director บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

สำหรับหัวข้อนี้ยังเน้นหนักที่คอนเทนต์ว่าในปัจจุบันคอนเทนต์มีให้เสพค่อนข้างเยอะ และพฤติกรรมผู้เสพสื่อก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปก็ประกอบไปด้วย

  1. คนต้องการความเร็ว รู้ก่อนได้เปรียบกว่า
  2. มีความเรื่องมาก เลือกคอนเทนต์ที่ตนเองจะสนใจจริงๆ
  3. คอนเทนต์สั้นยาวไม่สำคัญอีกต่อไป แต่ดูที่คุณภาพของคอนเทนต์สำคัญกว่าและดูข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น
  4. มีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คนรู้สึกแปลก ตะลึง เซอร์ไพร์ชมากขึ้น
  5. คนเริ่มหาคอนเทนต์ที่ดูเข้าทางกับตัวเองมากขึ้น

โดยภาพรวมก็อาจจะเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเสนอคอนเทนต์ก็คือ “คุณภาพของคอนเทนต์” ที่อาจจะไม่ได้วัดกันแค่ที่ความเร็ว แต่ต้องดูอย่างไรให้มีคุณภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ซึ่งก็เชื่อมโยงมายังคอนเทนต์จาก Blogger เช่นกันว่าจะทำอย่างไรให้มีคุณภาพที่แบรนด์ใช้วัดผลได้ด้วย แต่ก่อนที่จะไปรู้เรื่องนี้ แบรนด์เองก็อาจจะต้องเข้าใจธรรมชาติของคอนเทนต์และ Social Media ก่อน เพื่อที่จะสามารถวางแผนตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนได้นั่นเอง และในการพูดหัวข้อนี้ก็ได้ยกตัวอย่างไอเดียการวัดผล 5 รูปแบบมาให้เป็นตัวชี้วัดตัวอย่าง เพื่อทำให้แบรนด์วางเป้าหมายให้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

  1. วัดผลจากการรับรู้ วัดจากจำนวนการเห็นและการรับรู้ ซึ่ง Blogger อาจจะแพ้สื่อหลักที่สร้างการรับรู้มากกว่า เพียงแต่ Blogger เป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์เท่านั้นเอง
  2. วัดผลจาก Traffic ที่ส่งไปถึงตัวแบรนด์โดยตรง ใช้วิธีการเช็คใน FB Page ว่ามียอด Like , Follow , inbox เท่าไหร่ แล้วพอได้ทำคอนเทนต์ผ่าน Blogger แล้วให้กลับมาเช็คอีกครั้งว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน? และสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์เท่าไหร่? ซึ่งถ้าเราเก็บไปเรื่อยๆ ก็จะได้ค่ากลางที่เป็นมาตรฐานที่ดีอีกด้วย
  3. วัดผลจาก Convention Rate จากทางเว็บไซต์ อย่างที่ทราบกันว่าคนที่สนใจจะจดจ่อกับบทความอาจจะน้อยหน่อย แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น Get More information ให้เขาสนใจที่จะไปหาข้อมูลของแบรนด์บนเว็บไซต์ต่อ ให้คนเริ่มรู้จักแบรนด์มากขึ้น
  4. วัดผลจากการ Co-lab ระหว่าง Blogger กับแบรนด์ ซึ่ง Blogger ก็ถือเป็นแบรนด์ๆหนึ่งเช่นกัน การ Co-lab ร่วมกันก็ย่อมถือเป็นการเข้าหาลุกค้าซึ่งกันและกันนั่นเอง ซึ่งแบรนด์ก็ต้องรู้ว่าลูกค้าตัวเองเป็นใคร และรู้จักว่า Blogger นั้นมีลูกค้าเป็นใครเช่นกัน จะได้วาง Target ไปด้วยกัน
  5. ฝาก Promotion Code ไว้ที่ Blogger ซึ่งวัดผลจากเม็ดเงินที่เข้ามา

ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้แบรนด์และ Blogger สามารถวัดผลความสำเร็จร่วมกันได้นั่นเอง

Comments

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.