fbpx

RECAP 2019 : OTT

OTT หรือ Over-the-top คือบริการสื่อสตรีมมิงที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ให้บริการไม่ต้องลงทุนโครงข่ายสัญญาณเอง ซึ่งคำนี้โดยส่วนใหญ่ มักหมายถึง บริการ Video-on-demand หรือแปลไทยว่า วิดีทัศน์ตามคำขอ ที่มีการสมัครสมาชิกเพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ ซึ่งหากพูดถึง video on demand ละก็ หลาย ๆ คนมักจะนึกถึง Netflix เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน  ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปภาพรวมของ OTT ประจำปี 2019 กันครับ

ภาพรวม OTT จากทุกมุมโลก

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กสทช ได้เปิดเผยสำรวจตลาดผู้ใช้บริการ  OTT ซึ่งจากรายงานของ Ovum ได้แบ่งรูปแบบของ OTT เป็น 2 ประเภทคือ แบบ SVOD (Subscription Video on Demand) ซึ่งเป็นบริการรับชมเนื้อหาแบบเรีียกเก็บค่าสมาชิก เป็นการเลือกชมแบบย้อนหลังหรือตามสะดวกในรูปแบบ Video Streaming และ แบบ SLIN (Subscription Linear) คือ บริการับชมทีวีออนไลน์ แบบรับชมสด

จากข้อมูลการวิจัยล่าสุดของ Ovum ซึ่งได้สำรวจตลาดผู้ใช้บริการ OTT แบบลงทะเบียนเป็นสมาชิกทั่วโลกในทุกปี พบว่า ในปี 2019 ตลาดรวมผู้ลงทะเบียนใช้บริการ OTT ทั่วโลกจะ อยู่ที่ 657.41 ล้านราย และจะเพิ่มขึ้นไปถึง 968.32 ล้านรายในปี 2023 โดยเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี

เมื่อแยกประเภทของกลุ่มผู้ชมทั่วโลกนั้น พบว่าในปี 2019 จำนวนผู้ชม Video Streaming แบบ SVOD มีสัดส่วน มากกว่าผู้ชม Video Streaming แบบ SLIN โดยมีจำนวนผู้ชมวีดีโอสตรีมมิ่งแบบ SVOD รวม 435.09 ล้านราย ส่วนกลุ่มผู้ชมสดนั้นมีจำ นวน 222.32 ล้านราย และจำ นวนผู้ชมทั้ง 2 ประเภทจะเพิ่มขึ้น เป็น 617.96 ล้านราย และ 350.36 ล้านรายในปี 2023 ตามลำดับ

ในส่วนของธุรกิจ Video Streaming  Netflix ก็ยังคงเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ทั่วโลก โดยให้บริการมากกว่า 190 ประเทศ ครอบคลุมถึงผู้คนมากว่า 130 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นอีกด้วยเช่น Amazon Prime (ปัจจุบันคือ Prime Video), Hulu , Disney+, Apple TV+

OTT ในไทย

ตลาด OTT ในไทย ณ ปัจจุบันถือว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างสูงไปพร้อม ๆ กับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจากรายงานเดิม ได้คาดการณ์ว่าอาจมีผู้ชมทั่วประเทศรวม 1.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 18.80 % จากปี 2018 ที่มียอดผู้ชมรวม 1.09 ล้านราย และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 ล้านรายในปี 2023

ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีผู้ชม OTT แบบ SVOD ในสัดส่วนที่สูงมาก โดยมีจำนวนผู้เป็นสมาชิกในปี 2019 อยู่ที่ 1.13 ล้านราย และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.91 ล้านรายในปี 2023 ในขณะที่บริการแบบ SLIN มีการเติบโตในสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก โดยในปี 2019 จะมีผู้ใช้บริการแบบรับชมสดอยู่ที่ 170,000 รายเท่านั้น และจะเติบโตเพียงเล็กน้อยโดยจะมีตัวเลขผู้ใช้บริการ เพียงแค่ 190,000 รายเท่านั้น ในปี 2023

สำหรับกลุ่มผู้ให้บริการ Video Streaming ในไทยนั้น ยังคงเป็น Netflix ที่เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่เช่นเดียวในหลายๆ ประเทศ ซึ่งทั้งในปีที่แล้วและปีนี้ สังเกตได้ว่า Netflix เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งการทำแคมเปญเพื่อโปรโมตซีรีส์ของ Netflix หรือการจับมือกับผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ของไทยหลายราย และการผลิต Original Series สัญชาติไทย นั่นก็คือเรื่อง เคว้ง นอกจาก Netflix แล้วยังมี Viu ที่เน้น Content ฝั่งเอเชียเป็นหลัก หรือ Line TV จะมี Original Content ให้ได้รับชมฟรีอีกด้วย ในขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการแบบการรับชมสดในไทยนั้น ได้แก่ แอปพลิเคชัน เช่น AIS Play, LOOX TV และ True ID เป็นต้น

ปีแห่งศึก Video Streaming

ในปีนี้ Netflix เริ่มมีคู่แข่งอย่างจริงจังเสียที หลังจากที่เป็นเบอร์ใหญ่ของวงการมานาน และมีสิทธิ์ที่จะถูกโค่นอีกด้วย เมื่อ Walt Disney เปิดให้บริการ Video Streaming ของตัวเองขึ้นมาในชื่อ Disney+ ซึ่งเปิดให้บริการบางประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

Walt Disney เป็นบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมของภาพยนตร์ เป็นเจ้าของสตูดิโอ ทั้ง Marvel Studios, Lucas Film, Pixar และเมื่อต้นปี ก็เพิ่งปิดดีลเข้าซื้อกิจ Fox ไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งจะทำให้จำนวนเรื่องที่มีใน Disney+ มีเพิ่มขึ้นไปอีก

ปีนี้เป็นปีแรกที่ Disney+ ให้บริการ นอกจากมีภาพยนตร์และซีรีส์ในหมวด Disney, Pixar, Marvel, Star Wars และ National Geographic แล้ว ยังมี Original Program ให้ได้ชมถึง 12 เรื่องด้วยกัน โดยแบ่งเป็น Original Script Series 2 เรื่อง คือ High School Musical และ The Mandalorian) Nonfiction Series 5 เรื่อง และ Short Serie อีก 5 เรื่อง ส่วน Original Film มี 3 เรื่อง คือ Lady and the Tramp, Noelle และ Togo

ในขณะที่ Apple เองยังร่วมแจมศึก Video Streaming ด้วยการเปิดตัว Apple TV+ ซึ่งจะเน้นที่การทำ Original Content ซึ่งได้ดึงผู้กำกับหลายคนมาทำ Content บน Apple TV+ โดยเฉพาะ แถมยังให้สิทธิดูฟรีถึง 1 ปี สำหรับผู้ที่ผลิตภัณฑ์ตระกูล Mac, iPhone หรือ iPad อีกด้วย

แม้ว่าจะมีหลายบริษัทที่เริ่มให้บริการ Video Streamming เพิ่มมาขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคต Netflix ก็อาจยังคงครองอันดับ 1 ในกลุ่ม streaming media และในใจของคนทั่วโลก เพราะความที่ Netflix เองเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ให้บริการด้านนี้ ทำให้ Brand Loyalty ค่อนข้างแข็งแรงมาก ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นและไม่คิดจะหนีไปเจ้าอื่น หรืออาจจะสมัครเจ้าอื่นควบคู่กับ Netflix แต่ก็คงมีส่วนน้อยที่จะลาขาด แถม Netflix ยังมี Original Content ที่ผลิตเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือการ์ตูน ที่ออกมาให้ดูเยอะขึ้นจนเวลานอนของคุณอาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ และให้ดูทั้งชาติก็คงไม่หมดแน่ๆ

แนวโน้ม Video Streaming ในอนาคต

ในอนาคตบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์/ซีรีส์ หรือจะมี Streaming Media เป็นของตัวเอง ไม่พึ่งการลงให้กับที่อื่นอีกต่อไป ส่วนเจ้าเก่า อย่าง Netflix อาจนำภาพยนตร์โรงฉายลง Platform ตัวเองน้อยลง และมีสัดส่วนที่เป็น Original Content มากขึ้น เห็นได้ชัดในปีนี้ที่ Netflix มี Original Program และ Original Film ที่เยอะ ถือเป็นกำไรผู้ชม ที่มีทางเลือกในการรับชม Content ที่มีคุณภาพและความหลากหลายในแต่ละเจ้าเพิ่มมากขึ้น

โดยรวมแล้ว เห็นได้ชัดว่า OTT มีจำนวนผู้ชมสูงมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการ ให้บริการแบบวีดีโอสตรีมมิ่งเป็นบริการที่ตอบโจทย์พฤติกรรของผู้คนทั่วไปในปัจจุบันที่สามารถเลือกชม Content ตามความสนใจและเลือกเวลารับชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง


อ้างอิง
กสทช. – กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์
หลักทรัพย์บัวหลวง

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.