fbpx

50 ปีช่อง 3 ในวันที่แรง Disruption กำลังโหมกระหน่ำ : อริยะ พนมยงค์

ในปีที่ผ่านมาไทยทีวีสีช่อง 3 ได้มอบความสุขมาตลอด 50 ปี และยิ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 50 อย่างภาคภูมิ พร้อมๆ กับการยุติการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก และช่อง 3 ยังต้องต่อสู้กับสมรภูมิ Digital Disruption อีกด้วย วันนี้ทีมกองบรรณาธิการส่องสื่อเลยขอเปิดใจพูดคุยกับ “อริยะ พนมยงค์” กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. BEC World กันอีกรอบ ถึงทิศทางในปี 2020 รวมไปถึงอุปสรรคและก้าวต่อไปในวงการธุรกิจทีวีดิจิทัลว่าจะเป็นอย่างไร ติดตามจากบทสัมภาษณ์นี้ได้เลยครับ

ปี 2020 ในสายตาของช่อง 3

ปี 2020 ก็น่าจะเป็นปีที่เหนื่อยเหมือนกันสำหรับอุตสาหกรรมเรา แต่รวมไปถึงเศรษฐกิจของโลกก็เช่นกัน ปีนี้สิ่งที่เราเห็นก็คือความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังจากทางช่อง 3 ผมอยู่มา 9 เดือนแล้ว ผมคิดและเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนรอคอยอยู่ นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่รออยู่ สิ่งหนึ่งที่รอคอยก็คือความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอโทรทัศน์ เพราะสุดท้ายธุรกิจของเราก็ยังอยู่บนหน้าจอ

ทีนี้พอพูดถึง Disruption เราก็พูดกันบ่อยมาหลายปี ผมก็ไปค้นคว้าสถิติมา สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร? คือจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยในปี 2014 เรามีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่ 27 ล้านคน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเกิดทีวีดิจิทัล 24 ช่อง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในปี 2015 จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดดขึ้นเป็น 40 ล้านคน และนับวันนี้เราอยู่ที่ 55 ล้านคน ฉะนั้นในระยะเวลา 4 ปีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นอย่างที่เราคุยกันหลายๆ ครั้ง ก็เราเกิด Disruption 2 ลูกด้วยกัน

ลูกแรกก็คือ ถ้าเราพูดถึงเม็ดเงินของสื่อ เป็นเม็ดเงินที่แบ่งจำนวนผู้เล่นที่มากขึ้น กับพฤติกรรมของคนที่ใช้ออนไลน์มากขึ้น ภายในเวลาแค่ 4 ปี แล้วก็บังเอิญว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจและท้าทาย และพอดูดี ๆ เราจะพบว่าปัจจุบันมี 3 ผู้เล่นใหญ่ๆ ก็คือ Google ,Facebook และ LINE

Google ประเทศไทย YouTube เป็นประเทศอันดับ 6 ของโลก
Facebook ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 8 ของโลก
LINE ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ของโลก

คือมันมีไม่กี่อย่างที่เราจะอยู่อันดับต้นๆ ของโลกนะครับ แต่โลกออนไลน์คือหนึ่งในนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นภาพก็คือประเทศไทยเป็นประเทศดิจิทัลในแง่ของผู้ใช้ อันนี้คือ Disruption ในมุมมองของผู้บริโภค วันนี้เราอยู่ในสื่อที่เราแย่งเวลาของผู้บริโภคกันอยู่ อะไรที่แย่งเวลาของผู้บริโภค วันนี้เราแข่งกันหมด เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เทคโนโลยีให้ไม่ได้ก็คือ “เวลา” เรามีเวลาอยู่ 24 ชั่วโมง เวลาที่เราใช้ 1 บริการดูคอนเทนต์ คือเวลาที่เราไม่ได้อยู่บน Platform อื่น ๆ ฉะนั้นเราไม่ได้มองในแง่ของแค่วีดิโอคอนเทนต์เท่านั้น แต่เรามองหมดทุกอย่าง

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในปี 2019 เราก็จะเห็นว่าแนวโน้มของภาพรวมของสื่อก็ยังทรงๆ อยู่ มีลดลงอีกประมาณ 1-2% ทีวีก็ยังลดลงอยู่ สื่อหลักๆ ที่ยังโตอยู่ก็จะมีสองสื่อ ก็คือสื่อดิจิทัลเติบโต 19% และสื่อโฮม ช็อปปิ้งเติบโต 38% ภาพรวมอุตสาหกรรมลดลง 2% ส่วนของภาพ BEC World 3 ไตรมาสรวมกันเรายังติดลบอยู่ 138 ล้านบาท จริง ๆ เราเพิ่งบวกในไตรมาสที่ 3

ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกก็ดูเหมือนจะชะลอตัว ส่วนประเทศไทยก็ประกาศไปแล้วว่า GDP จะโตช้าลง ส่วนสื่อโฆษณาสำหรับผมก็คือว่าน่าจะลดลง

วิสัยทัศน์ใหม่ของ BEC World

เราไม่ได้มองว่าเราทำธุรกิจโทรทัศน์เหมือนเดิม แต่เราทำธุรกิจคอนเทนต์ เราเห็นว่าคอนเทนต์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ เพราะฉะนั้นเรากำลังถือสิ่งที่มีค่ามากสำหรับตัวเราเองและ Partner ของเรา สิ่งที่เราวางก็คือวิสัยทัศน์ ก็เป็นวิสัยทัศน์ที่อาจจะยาวนิดนึงแต่ก็เป็นการที่ผ่านการคิดแล้วคิดอีก มันเป็นการควบคุมธุรกิจทุกอย่างของเราให้ไปอยู่ในบรรทัดเดียว ความจริงก็คือเราต้องเคลื่อนไหวให้เร็ว อันนี้คือทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว เวลาไม่ได้เข้าข้างเรา แล้วก็ในจังหวะที่เรากำลังฉลองครบรอบ 50 ปีในเดือนมีนาคมนี้ สิ่งที่เราเห็นก็คือเราหยิบคอนเทนต์ละคร ข่าวมาให้คนไทย 50 ปี ฉะนั้นสิ่งที่มีอยู่เราไม่ได้ทิ้งอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เราหยิบมาใช้ก็คือการผลิตคอนเทนต์ที่สด ใหม่ และตอบโจทย์ตอ่ผู้ชม ณ วันนี้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญคือจริตของผู้ชม

ความท้าทายก็คือในสมัยก่อนทุกคนดูจอเดียวกันทั้งหมด ตอนนี้คือมีทางเลือก ฉะนั้นแต่ละกลุ่มก็จะดูคอนเทนต์แตกต่างกัน ทำยังไงให้ตอบโจทย์แก่ผู้ชมของเรา และเทคโนโลยีก็มีบทบาทต่อการตอบโจทย์ของแบรนด์ และทำให้สื่อมีประสิทธิภาพที่สร้างผลให้เขาเห็นได้

คนดูทีวีน้อยลง?

ถามว่าดูน้อยลงไหม ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนก็แน่นอนว่าน้อยลง แต่สำหรับผมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่ดูทีวี ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มที่สองคือใช้ทั้งจอทีวีและออนไลน์ และกลุ่มของวัยรุ่นที่อยู่บนออนไลน์หลักๆ เลย ฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนดู และสามารถส่งคอนเทนต์ไปในทุก ๆ ช่องทางได้ สิ่งสำคัญคือต้องเจาะให้ได้ว่าอนาคตของจอทีวีจะไปในทิศทางไหน ซึ่ง ณ วันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาตั้งแต่ตอนนี้ และอย่าคิดว่ามันไม่น่าจะเวิร์ค สิ่งนี้ต้องล้างให้หมดไปเลยครับ

การเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอช่อง 3 หลังจากนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?

จริง ๆ แล้ววันนี้ในงาน “เปิดวิกบิ๊ก 3” สิ่งที่เราได้แถลงไปก็คือมันจะมีอยู่ 4 ส่วน 3 ที่จะเห็นบนหน้าจอในประเทศไทย และ 1 ที่จะเห็นในหน้าจอต่างประเทศ เรื่องแรกก็คือผังรายการ ช่วงเวลาที่เราเน้นก็คือช่วง 18.00-22.30 น. เหตุผลสั้นๆ ก็คือมันจะเป็นช่วงที่ถ้าเราไปดูข้อมูลจาก Nielsen จะพบว่าเป็นช่วงที่มีผู้ชมเยอะที่สุด เพราะฉะนั้นจะแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาก็คือ ช่วงเวลา 18.00 น. ก็จะเป็น “มิติใหม่แห่งความสนุก” สิ่งที่เราจะทำก็คือเราจะมีการเปิดตัว 3 รายการใหม่ วันนี้ก็มีเปิดตัวรายการ “สะกิดใจโชว์” ของพี่ป๋อ – ณัฐวุฒิ แต่ว่ามีอีก 2 รายการที่เรากำลังจะสรุปรายละเอียดกันอยู่ เพราะฉะนั้นส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่เราจะเริ่มเห็นกันแล้ว จากเดิมที่เป็นช่วงเวลารีรันก็จะเอารายการใหม่เข้ามา ก็พยายามจะตอบโจทย์ครอบครัวเพราะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังกลับบ้านกันอยู่

ส่วนช่วงที่ 2 ก็จะเป็นช่วงละครก่อนข่าว เวลา 19.00 น. ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือช่วงพีคที่มีจำนวนผู้ชมที่เยอะที่สุดในทั้งวัน 24 ชั่วโมง สิ่งที่ละครเราจะมีก็คือ ละครล็อตนี้จะผลิตใหม่ทั้งหมด คุณภาพก็เต็มที่ไม่แพ้กันเลย เพราะฉะนั้นเราทุ่มเทกับช่วงเวลานี้จริง ๆ ลักษณะของละครก็จะเข้มข้นหลากหลาย ครบรส แล้วก็ช่วง 20.20 น. ก็จะเป็นช่วงคอละคร ก็จะเล่นคำนิดนึงตรงคำว่า “คอ” ในภาษาอังกฤษคือคำว่า “Core” ก็ช่วงนี้จะมีความเข้มข้น แต่สิ่งที่เราพยายามปรับก็คือรูปแบบที่เราจะนำเสนอให้มันมีความกระชับ เข้าเรื่องเร็วขึ้น ซึ่งตอนนี้ถ้าเราดูละครที่มีอยู่ในปัจจุบันกจะเห็นว่าช่วง 19.00 น.ก็กำลังมาดี 20.20 น.ก็มาดีเช่นกัน ก็ถือว่าต้นปีก็สอดคล้องกันกลยุทธ์ที่เราวางไว้

จริง ๆ หัวใจหลักก็คือ Content ตัวช่วงผังเวลาที่เราเน้นก่อนก็คือ 18.00-22.30 น. แล้วเดี๋ยวเราจะไล่ไปในทุกช่วงเวลา แต่เอาตรงนี้ก่อน เพราะจะเป็นช่วงที่เห็นความเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยอยู่ด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือ 3+ กับ D2C ซึ่งไปควบคู่กัน

3+ ก็คือการเปลี่ยนโฉมของ Mello ความต่างก็คือ แน่นอนเราเปลี่ยนชื่อ เราเปลี่ยนหน้าตาของตัวแอพ แต่ใส้ในเดิม Mello เน้นละครรีรัน สิ่งที่เราปรับก็คือเราจะรวมคอนเทนต์ของช่อง 3 เอาไว้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากละครรีรันแล้วก็จะมีรายการข่าว รายการบันเทิง และหนังที่มีลิขสิทธิ์ที่สามารถถ่ายทอดผ่านช่องทางออนไลน์ได้ คือเราก็กลายๆ เป็น OTT แต่ก็เน้นเป็นคอนเทนต์ของเราเป็นหลัก วิธีการชมไม่ใช่แค่รีรัน แต่ชมสดได้ด้วย อันนี้คือจะเป็นจุดเด่นของ 3+ แต่นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เราใส่เป็นลูกเล่นไปด้วย เราจะมีระบบ Point เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ พอเราดูละครของช่อง 3 ไม่ใช่แค่ผ่าน 3+ แต่ผ่านจอทีวีได้ด้วย

เพราะเรามี QR Code Scanner แล้วใน 3+ สิ่งที่เราจะทำก็คือเราจะเชื่อม 3+ กับจอทีวีและออนไลน์ Point ก็คือรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่เรากำลังเตรียมอีกอย่างหนึ่งก็คือ D2C หรือ Direct 2 Consumer คือเราต้องการเชื่อมหน้าจอทีวีกับออนไลน์ให้กลายเป็นสื่อใหม่ไปด้วยเลย สิ่งที่เราทำก็คือต่อไปนี้พอเราเห็นรูปแบบโฆษณาของแบรนด์บนหน้าจอทีวี มันไม่ใช่แค่สร้าง Branding Awareness เท่านั้น แต่เราสามารถใช้ QR Code หรือใช้ Call Center ที่เราเตรียมไว้อยู่ ทั้ง 2 ช่องทางนี้ก็จะส่งไปที่การขาย หรือ Traffic ไปที่สาขาของแบรนด์ เพราะฉะนั้นมันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และข้อมูลที่เราจะมี เราก็จะสามารถแชร์กับลูกค้าแบรนด์ได้ด้วย แล้วก็ทำ CRM ต่อเนื่องได้ด้วย

ส่วนสุดท้ายก็คือการส่งออกคอนเทนต์ไปต่างประเทศ วันนี้เราก็เห็นชัดเจนว่าเราบุกตลาดต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าในครึ่งปีหลัง 2019 เราบุกตลาดจีน ฮ่องกง ใต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี แน่นอนว่าในปี 2020 เราเอาจริงกับตลาดต่างประเทศ ตลาดที่เราเน้นก็คือตลาดจีนกับอินโดไซน่า เมื่อประมาณ 3 อาทิตย์ที่แล้วก็จะเห็นว่าเราเปิดตัวความร่วมมือกับ Tencent และ WeTV ทั้งเป็นตลาดจีนและตลาดไทย และเราก็จะเห็นภาพแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

มองตัวเองว่าไม่ได้จบอยู่แค่ทีวี แต่คือคอนเทนต์

สิ่งที่เราพยายามสร้างก็คือ เราไม่ได้มองแค่ธุรกิจทีวี ถ้ามองในสัดส่วนรายได้ของเรา 83% เป็นรายได้จากหน้าจอทีวี 17% มาจากธุรกิจอื่น ๆ สิ่งที่เราต้องการทำก็คือภายใน 4 ปี เราต้องการให้รายได้จากธุรกิจทีวีลดเหลือ 65% และรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ 35% เพราะว่าเราต้องการกระจายความเสี่ยง เราต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่ และเราต้องการสร้างธุรกิจใหม่ให้ BEC เติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะให้ทันภายในปี 2023 การเติบโตในแง่ของรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 10%

เปิดช่องทางให้ศิลปินเจอผู้ชมทุกช่องทาง

ในส่วนของ Artist สิ่งที่อาจจะเริ่มเห็นและคุยมาตลอด ก็คือการเพิ่มพื้นที่ให้ศิลปินของเราบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นบนทีวีหรือออนไลน์ เมื่อก่อนศิลปินต้องรอคอยละคร ซึ่งจริง ๆ แล้วเรามีศิลปินเกือบ 200 คน แล้วมันเป็นจุดขายและจุดเด่นของช่อง 3 คนที่เป็นแฟนๆ ดาราเขาอยากเห็นดาราของเขาไม่ใช่แค่ช่วงเวลาละคร ฉะนั้นเราจึงเริ่มสร้างรายการที่ใช้ดาราและศิลปินของเราเพิ่มพื้นที่ให้เขา นี่คือรูปแบบการเพิ่มพื้นที่ของเรา ในขณะเดียวกันเราได้ทบทวนกับกลยุทธ์ของเราให้เป็น Talent Development โดยใช้ความสามารถรอบด้านของศิลปินของเรามาส่งเสริมและสร้างธุรกิจและโอกาสใหม่ๆ โดยเจาะที่จีนเป็นหลัก เป็นการเปิดตลาดใหม่

Home Shopping คือทางเลือกของช่อง 3 ในอนาคต

จริง ๆ แล้วตอนนี้สิ่งที่เราเริ่มต้นเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ทำ Home Shopping มาเช่าเวลาของช่องก่อน อนาคตเราคงเข้าสู่ธุรกิจ e-commerce คือออกมาในลักษณะของ Home Shopping แต่ก็คงออกมาในลักษณะที่แตกต่างจากคนอื่นมากขึ้น ซึ่งต้องรอการคุยกันเพิ่มเติมในอนาคต เราว่ามันมีรูปแบบที่ทำให้แตกต่างจากเดิมได้ ตอนนี้สิ่งที่เรามีอยู่คือคนที่มาใช้เวลาของเราอยู่ กับสิ่งที่เราจะทำเองคงต้องใช้เวลานิดนึง

Subscription มาแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้

ผมคิดว่ายังเร็วไปหน่อย คงต้องรอให้ 3+ ไปให้ได้ดีก่อน ถึงจะเริ่มทำ แต่มีแนวโนเมว่าจะทำในอนาคตแน่นอน

ไม่มีแผนที่จะดึงคอนเทนต์มาผลิตเองทั้งหมด

คือจริง ๆ แล้วที่ผ่านมาก็มีกลุ่มที่อยู่กับเรามา เราเรียกกันเล่นๆ ว่า “ผู้จัด” ก็มีแผนที่ยังใช้เขาอยู่ ไม่ได้มีแผนที่เราจะทำด้วยตนเอง 100% ไม่งั้นเราจะแบกต้นทุนมาที่เราหมดเลย แต่เรามีความหลากหลายในการใช้ผู้จัดที่มีความถนัดเฉพาะตัวของเขา เราก็สามารถดึงตัวตนของเขาออกมาได้หมดเลย แต่ว่าที่ผ่านมาตอนผมเข้ามา ด้วยความเป็นช่อง 3 เราก็ยังเป็นช่องที่ใหญ่อยู่ การที่ผู้จัดประสบความสำเร็จกับช่อง 3 ก็ยังเป็น Impact ที่ใหญ่อยู่

ปิดทีวีแอนะล็อก ไม่มีผลต่อธุรกิจโดยรวม

การปิดแอนะล็อก ทุกวันนี้คือวิ่งคู่ขนานกันอยู่แล้ว แล้วคือเราเป็นช่องสุดท้ายที่ยังออกอากาศในระบบแอนะล็อกอยู่ มันคือแค่เรื่องของระยะเวลา ไม่ได้เป็นนัยยะสำคัญเท่ากับการปิด 2 ช่องดิจิทัลที่ส่งผลดีต่อภาพรวมเป็นหลัก ในการแข่งขันถ้าพี่ๆ จำได้ ผมก็ประเมินการว่าการแข่งขันจะดุเดือดมากขึ้น เราเลยคืน 2 ช่องและก็เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น นั่นคือโอกาสเดียวที่จะคืนช่องได้ คนที่จะอยู่อุตสาหกรรมนี้ก็ต้องอยู่ให้รอด

ปิดแอนะล็อก = คืนที่ดินหนองแขม?

ก็ตอนนี้เรากำลังเจรจากับทาง อสมท ในเรื่องของการเช่าที่ดินที่หนองแขมต่อ เรามีแผนต่อถ้าเช่นต่อก็จบ แต่ถ้าไม่ได้เช่าต่อก็ไปเช่าที่อื่น แต่อยู่ในระหว่างการคุยกันอยู่

สำหรับตัวโลโก้ของช่อง 3 หลังจากวันที่ 26 มีนาคม 2563 จะเห็นเป็นตัวไหน?

จะใช้อันเดิม จะมีปรับเพิ่มนิดหน่อย ก็จะมีการเพิ่มเงาไปนิดหน่อย ส่วนที่ว่าจะใช้คำว่า HD เหมือนช่องอื่น ๆ ไหม?  อันนี้รอสรุปกันอีกทีนะครับ

BEC World จะเห็นกำไรในตอนไหน?

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่สำคัญที่ทุกคนจับตามองกันอยู่ เราค่อนข้างมีความคาดหวังสูงกับปี 2020 เราต้องได้เห็นผลประกอบการที่ดีในปี 2020 แน่นอน ส่วนระยะยาวเราอาจจะเห็นธุรกิจอื่นเติบโตมากขึ้น ตอนพูดถึงธุรกิจดิจิทัล ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นธุรกิจดิจิทัล และผมก็ใช้เวลา 5 เดือนกว่าจะได้ปิดดีลกับ Tencent ซึ่งทำให้เรายังไม่เห็นผลในปี 2019 และเห็นผลในปี 2020 และจะได้เห็นอีก 3 ดีล

BEC World จะโดน Disrupt อะไรอีกไหม?

โดยธรรมชาติวงการเทคโนโลยีเร็วกว่าทุกวงการ ด้วยลักษณะของธุรกิจก็คือทำให้คล่องตัวได้อยู่แล้ว เพราะมักจะเป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นมาใหม่ การเคลื่อนไหวก็ต้องเร็วกว่าอยู่แล้ว สำหรับเราก็ต้องปรับตัว วันนี้การแข่งขันเราไม่ได้แข่งแค่ช่องทีวี แต่เป็นคนที่อยู่รอบข้างเราด้วย คนที่แย่งเวลาคนดูนั่นก็ถือว่าเป็นคู่แข่งของเรา ฉะนั้นความเร็วก็สำคัญ ฉะนั้นเราจะประมาทไม่ได้ ส่วนธุรกิจที่เป็น Traditional ลักษณะของธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรแตกต่างกันเยอะ

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.