fbpx

เสวนาการเลือกปฏิบัติ และร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล

การเลือกปฏิบัติ และการรักษาสิทธิส่วนบุคคล เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยประชาชนหลากหลายกลุ่ม อาทิ ผู้หญิง ชนเผ่า คนพิการ LGBTQ และ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว นอกจากจะถูกกล่าวถึงในส่วนที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมแล้ว ยังมีส่วนของการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติอีกด้วย หนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหานี้ คือการเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ที่ได้ยื่นริเริ่มต่อรัฐสภาในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา [1]

27 พฤศจิกายน 2562 ส่องสื่อ ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังเสวนา ในส่วนของการเลือกปฏิบัติ ซึ่งถูกจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี โดยในงาน มีตัวแทนประชาชนจากหลายกลุ่ม ดังนี้

  • ตัวแทนผู้มีความหลากหลายทางเพศ สมาคมฟ้าสีรุ้ง
  • ตัวแทนสตรี เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสุขภาพ
  • ตัวแทนคนพิการ
  • ตัวแทนผู้มีเชื้อ HIV

ภายในงาน นอกจากจะมีเวทีเสวนาแล้ว ยังมีในส่วนของนิทรรศการที่เป็นข้อความ สื่อถึงกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่เพียงแต่ที่ได้กล่าวไปเท่านั้น ยังมีกลุ่มคนมุสลิม กลุ่มคนมีประวัติ หรือกลุ่มเด็กหลังห้อง ซึ่งถูกกีดกันทั้งในด้านของการเข้าสังคม ไปจนถึงการได้รับโอกาสในการประกอบอาชีพสุจริต

จะทำงานงานราชการก็ได้นะ แต่คุณต้องแต่งกายตามเพศกำเนิด

พี่แคนดี้ จากสมาคมฟ้าสีรุ้ง กล่าวถึงการถูกปิดกั้นโอกาส และการเลือกปฏิบัติ อันเป็นผลจากระเบียบทางราชการ ซึ่งไม่ได้ถูกปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ถึงแม้จากการสืบค้นเพิ่มเติมของเราจะพบว่า พระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2478 ไม่ได้กำหนดไว้ว่าให้แต่งกายตามเพศกำเนิดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ระบุเพศอื่นได้ไว้ นอกจากชาย และหญิง และการแก้ไขเพิ่มเติมที่มี ก็เป็นในส่วนของข้าราชการชาวมุสลิมเท่านั้น

การแต่งกายเครื่องแบบราชการ ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จึงขึ้นอยู่กับระเบียบภายใน หรือดุลยพินิจขององค์การนั้นๆ อีกที และมีข้าราชการหลายท่าน ต้องแต่งกายตามเพศกำเนิด โดยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถึงแม้จะไม่มีระเบียบข้อบังคับก็ตาม

รายงงานข่าว จาก บีบีซีไทย

ปัจจุบัน ข้าราชการ LGBTQ หลายท่าน ได้แต่งกายเครื่องแบบข้าราชการตามเพศวิถี ตัวอย่างที่สำคัญ คงหนีไม่พ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ [2] ดังที่ปรากฎในข่าวตามสื่อต่างๆ ในช่วงเปิดประชุมสภาฯ ปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา แม้กระนั้น ความมุ่งหวังที่แท้จริง ยังคงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกฎการแต่งกายของข้าราชการ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และการยอมรับจากสังคมต่ออิสระในการแต่งกายตามเพศวิถี

นอกจากเรื่องการแต่งกายของข้าราชการแล้ว ยังมีเรื่องของระเบียบการเบิกจ่าย ซึ่งบังคับให้คนที่มีเพศกำเนิดเดียวกัน ต้องนอนห้องเดียวกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน การที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องทำอะไรต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม ทั้งที่การได้รับการยอมรับในฐานะเพื่อนมนุษย์ และคนในสังคมเดียวกัน ควรจะเป็นสิ่งที่มีติดตัวทุกคนอยู่แล้วมิใช่หรือ

การตั้งครรภ์ของผู้หญิง เป็นการรับผิดชอบทางสังคม

ผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่ทำงานไม่อยากให้ลา แต่การตั้งครรภ์ของผู้หญิง ถือเป็นการรับผิดชอบทางสังคม เรื่องดังกล่าวถูกถ่ายทอดโดย ป้าอร เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสุขภาพ ผู้ที่นำเสนอทั้งเรื่องราวการถูกเลือกปฏิบัติของแม่เลี้ยงเดี่ยว และการเกิดเป็นผู้หญิง

ความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility) คือแนวคิดที่ว่า องค์การหรือบุคคล มีหน้าที่ต้องทำเพื่อสังคมโดยรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจ และระบบนิเวศ ซึ่งรวมมาถึงการให้กำเนิดประชากรของสังคมด้วย และนั่นหมายถึงการตั้งครรภ์ของผู้หญิง ซึ่งนอกจากที่ทำงานไม่อยากให้ลาเมื่อตั้งครรภ์แล้ว ผู้หญิงอาจโดนปฏิเสฐไม่ให้เข้าทำงาน เนื่องจากบริษัทไม่อยากขาดกำลังคนในช่วงที่มีการลา หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ กลัวว่าอาจจะท้องนั่นเอง

การท้อง หรือการตั้งครรภ์ และการเป็นผู้หญิง ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง เพราะมันส่งผลทำให้เกิดการเลิกปฏิบัติต่อผู้หญิงในหลายๆ เรื่อง เช่น

  • ไม่สามารถกู้กองทุนชุมชนได้ เนื่องจากการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
  • หากมีสามีใหม่ ก็ต้องมีลูก เพราะกลัวเขาจะไม่รัก
  • ถูกสังคมมองว่าเป็นกาลี กรณีสามีตาย
  • สังคมไม่ยอมรับ หากผู้หญิงจะแต่งงานใหม่

การถูกมองว่าไม่มีความสามารถในการเป็นหนี้ ไร้อิสระในการดำเนินชีวิตคู่ และมีส่วนในการตายของคู่ชีวิต จะไม่ถูกมองเช่นนี้เลยใช่ไหม ถ้าหากว่ามีเพศกำเนิดเป็นผู้ชาย?

นั่งวีลแชร์ แต่ตึกเรียนไม่มีลิฟท์

เจมส์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ต้องนั่งวีลแชร์ แต่ตึกที่ต้องเรียนนั้นไม่มีลิฟท์ให้ใช้ นำมาซึ่งการพูดถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อความเท่าเทียม หรือ อารยสถาปัตย์ (Universal Design) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้งานทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการด้านต่างๆ เช่น นอกจากจะมีลิฟท์สำหรับคนใช้วีลแชร์แล้ว ในลิฟท์ควรมีอักษรเบลที่ปุ่มกด เพื่อให้คนพิการทางสายตาสามารถใช้ลิฟท์ได้

นอกเหนือไปจากการมีอารยสถาปัตย์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่คนพิการแล้ว การไม่เลือกปฏิบัติ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีด้วย คนพิการหลายคนถูกปิดกั้นโอกาสทางการศึกษา ถูกมองว่าไม่มีความสามารถที่จะเรียนได้ หรือถึงแม้จะได้เข้าเรียน ก็ยังคงถูกตั้งคำถามเช่นนั้นอยู่ (กรณีที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ ไม่นับรวมถึงสายวิชาที่ปฏิเสฐในเหตุผลด้านความปลอดภัยของคนพิการเอง)

ประเด็นสุดท้าย คือการบริการด้านสุขภาพ ซึ่งยังคงมีปัญหาอยู่ เนื่องจากคนพิการมีหลายประเภท และแต่ละประเภทเอง ก็มีคนที่มีสภาพร่างกายแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น วีลแชร์ที่รองรับคนตัวใหญ่ยังมีไม่พอ หรือไม้เท้าของคนพิการทางสายตาที่มีไม่เพียงพอ หรือไม่ถูกประเภท (อ่านเพิ่มเติม : ประเภทไม้เท้าสำหรับคนพิการทางสายตา – thisable.me) การขจัดการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมความเท่าเทียม จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน สำหรับคนพิการ

ตรวจเลือดก่อนเริ่มงาน ถึงได้งาน ก็อาจจะไม่ได้ทำ

การตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน ไม่ได้ถูกกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องทำ [3] การตรวจสุขภาพจึงเป็นไปตามนโยบายของแต่ละบริษัท การตรวจเชื้อ HIV จำเป็นต้องมีการเซ็นยินยอมเท่านั้น และสำหรับงานที่ไม่มีความเสี่ยงในการเสียเลือด หรือแพร่เชื้อ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามีความจำเป็นจะต้องตรวจหรือไม่

ในสภาพความเป็นจริง ความจำเป็นที่จะต้องได้งาน อาจทำให้หลายๆ คน ยินยอมที่จะให้ตรวจเชื้อ HIV และเปิดเผยผลเลือดกับทางบริษัท และถึงแม้ตามกฎหมายบริษัทจะไม่สามารถให้บุคคลออกจากงาน หรือปฏิเสฐการเข้าทำงานด้วยเหตุผลนี้ แต่ผู้มีเชื้อหลายท่าน ก็จะถูกปฏิเสฐด้วยเหตุผลอื่นที่บริษัทยกมาอยู่ดี

ปังปอนด์-กฤตนัน ดิษฐบรรจง บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ส่องสื่อ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในเวทีเสวนาว่า อาจช่วยลดการเลิกจ้างจากการเป็นผู้มีเชื้อ HIV ไปจนถึงการเคารพสิทธิ์ในการเปิดเผยผลเลือดของบุคคล และเล่าเพิ่มเติม ถึงการเลือกปฏิบัติในอดีต ที่แม้จะมีกฎหมายให้รับผู้มีเชื้อ HIV เข้าศึกษาในโรงเรียน แต่เมื่อได้เข้าไปศึกษาแล้ว ก็ยังคงถูกเลือกปฏิบัติจากสังคมภายในโรงเรียน และถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียนอยู่ดี เพราะความคลุมเครือของกฎหมายเดิมที่มีอยู่ และหวังว่าในท้ายที่สุด หากร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ประกาศใช้ จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ จะไม่มีการกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน จะไม่มีการเลิกจ้างงาน เพียงเพราะคนๆ หนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ HIV

ร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นหัวใจหลักในการเสวนาตลอดทั้งวัน ผู้เสวนาทั้ง 4 ท่าน มีความเชื่อมั่นว่า หากร่าง พรบ ฉบับนี้ผ่าน การเลือกปฏิบัติภายในสังคมจะลดลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกฎหมายจะถูกปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย และปกป้องสิทธิ์ของกลุ่มคนเพิ่มจากเดิม

ข่าวล่าสุดจากมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ [4] คือ ร่าง พ.ร.บ. นี้ เข้าสู่ชั้นกรรมาธิการของรัฐภาแล้ว ในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ถึงแม้ยังจะต้องผ่านอีกหลายชั้นกรรมาธิการ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ และท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การผลักดันกฎหมายความเท่าเทียมใดๆ คือการที่เราทุกคน ช่วยกันสร้างสังคมที่ไม่เลือกปฏิบัติด้วยกัน โดยเริ่มที่เรา คนรอบตัวเราก่อน สิ่งนี้จะขาดมิได้ และส่งเสริมให้กฎหมายที่จะออกมาในอนาคต สามารถดำเนินการไปได้โดยดีครับ

สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการอ่านร่างกฎหมายตัวเต็ม คลิกลิงค์ด้านล่างเลยครับ

>> ต้นฉบับร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล


อ้างอิง

[1] ผู้จัดการออนไลน์ . “ภาคปชช. ยื่นริเริ่มเสนอร่างกม.ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียม” . สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://mgronline.com/politics/detail/9620000108540

[2] บีบีซีไทย . “อนาคตใหม่ : ส.ส. ข้ามเพศคนแรกของรัฐสภาไทย กับการแต่งกายตามเพศสภาพ และก้าวแรกของความเป็นมนุษย์เท่ากัน” . สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://www.bbc.com/thai/thailand-48382940

[3] JobThai . “สิทธิที่คนทำงานต้องรู้: ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน” . สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://blog.jobthai.com/career-tips/สิทธิที่คนทำงานต้องรู้-ไขข้อข้องใจ-ทำไมต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน

[4] มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ . “เดินหน้าเต็มกำลัง! ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … (ภาคประชาชน)” . สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 จาก http://www.aidsrightsthailand.com/look-news.php?lang=&news=800060

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.