fbpx

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปี! ด้วยยอด 36 ล้านบาท – ส่วนออนไลน์ฟาดกำไรไปเพียง 14 ล้านบาทเท่านั้น

หลังจากการนำเสนอผลประกอบการไทยรัฐทีวีกันไปแล้ว คราวนี้ส่องสื่อขอมาดูในส่วนของหนังสือพิมพ์ไทยรับกันบ้าง ว่าในช่วงที่ผ่านมาไทยรัฐเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วผลประกอบการเป็นยังไงกัน รวมไปถึงทางออกต่อไปของหนังสือพิมพไทยด้วย ติดตามจากรายงานชิ้นนี้ได้เลยครับ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีความพยายามปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการถูก Digital Disruption และยอดขายหนังสือพิมพ์ที่ตกลง โดยมีการหา Partnership ในการสร้างโปรโมชั่นหรือเพิ่มแรงดึงดูดในการซื้อหนังสือพิมพ์มากขึ้น รวมไปถึงการลดแลกแจกแถมในการลงโฆษณาของไทยรัฐอีกด้วย แต่ยิ่งนานวันเอเจนซีก็ปรับตัวไปเล่นไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวีที่ทำเรตติ้งและยอดการมองเห็นของโฆษณามากกว่า แทนที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั่นเอง จึงทำให้ไทยรัฐค่อยๆ ทยอยปรับรูปแบบการขายหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงจำนวนการตีพิมพ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไม่ให้ยอดคงค้างจากการตีพิมพ์สูงนั่นเอง

กลับมาที่ผลประกอบการในส่วนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐย้อนหลัง ซึ่งบริหารงานโดย บริษัท วัชรพล จำกัด ตั้งแต่ปี 2556 มีผลประกอบการที่ยังดีอยู่ กล่าวคือมีรายได้รวมอยู่ที่ 5,164 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 2,092 ล้านบาท รายจ่ายมีอยู่รวม 2,542 ล้านบาท จากนั้นมารายได้จึงลดลงมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงได้กำไรหลักพันล้านแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี 2559 ที่ได้รายได้รวมเพียง 3,071 ล้านบาท และกำไรหลุดหลักพันล้าน เหลือเพียง 927 ล้านบาทเท่านั้น

สิ่งที่เลวร้ายสำหรับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมากกว่านั้นก็คือ ในผลประกอบการปีล่าสุด (2562) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีผลประกอบการหลุดไปอยู่ที่ 1,706 ล้านบาท ในขณะที่มีต้นทุนอยู่ที่ 1,722 ล้านบาท ทำให้กลายเป็นผลประกอบการขาดทุนไป 36,040,572 บาท ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐขาดทุน

โดยสรุปผลประกอบการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แบ่งเป็นดังต่อไปนี้

ปี 2556
รายได้รวม      5,164,506,046    บาท
กำไร            2,092,916,070    บาท

ปี 2557
รายได้รวม      4,453,206,879    บาท
กำไร            1,647,861,811    บาท

ปี 2558
รายได้รวม      3,904,466,471    บาท
กำไร            1,456,098,724    บาท

ปี 2559
รายได้รวม      3,071,240,670    บาท
กำไร            927,489,691       บาท

ปี 2560
รายได้รวม      2,597,030,036    บาท
กำไร            603,793,955       บาท

ปี 2561
รายได้รวม      2,135,406,715    บาท
กำไร            313,002,104       บาท

ปี 2562 – ปีผลประกอบการล่าสุด
รายได้รวม      1,706,034,580    บาท
ขาดทุน         36,040,572          บาท

ในส่วนของไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งดูแลโดย บริษัท เทรนด์ วี จี 3 จำกัด ก็มีสัดส่วนกำไรที่ลดลงด้วยเช่นกัน โดยเกิดจากต้นทุนที่มากขึ้นจากการแตกแบรนด์ “PEEPZ” คอนเทนต์สำหรับวัยรุ่น และ “MIRROR” คอนเทนต์สำหรับผู้หญิง รวมไปถึงการบุกทำ Original Content สำหรับ YouTube : Thairath อีกด้วย ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นที่เกิดจากการแตกแขนงสื่อออกไปมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำให้มีรายได้เข้ามาหลายช่องทางมากขึ้นนั่นเอง ในส่วนของปี 2563 ไทยรัฐออนไลน์ก็ผุดรายการ Podcast 3 รายการขึ้นมาอีกด้วย ประกอบไปด้วย “สถานีผีดุ” รายการที่ Spin-Off มาจาก YouTube : Thairath ซึ่งเป็นแนวเกี่ยวกับการเล่าเรื่องผี , “จอมคุยกับจอมขวัญ” รายการพอตแคสต์ที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่แตกต่างจากรายการทีวีชื่อดังอย่าง “ถามตรงๆ กับจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์” อย่างแน่นอน และรายการ “How To รัก” รายการเล่าเรื่องความรักแบบเข้าใจง่าย ไม่ดรามา โดย “พี่อ้อย-นภาพร”

สำหรับผลประกอบการของไทยรัฐออนไลน์ในช่วงปี 2562 มีรายได้รวม 194,152,118 บาท มีรายจ่ายทั้งหมด 176,319,744 บาท ทำให้ได้กำไรสุทธิ 14,117,375 บาท ต่างจากปี 2561 ที่ทำรายได้รวม 196,099,391 บาท ซึ่งไม่แตกต่างจากปี 2562 สักเท่าไหร่ แต่มีต้นทุนน้อยกว่า คือมีรายจ่ายรวมเพียง 150,742,689 บาท ทำให้ได้กำไรไป 36,139,467 บาท นั่นเอง

แน่นอนว่าหลังจากนี้ การบ้านที่เครือไทยรัฐต้องกลับไปทำการบ้าน นันก็คือการคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าด้วยลูกเล่นที่หลากหลายขึ้น และการหารายได้จากช่องทางอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่รายจ่ายที่แทบไม่ได้ลดลงมากเท่าไหร่ และไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่เข้ามา

สำหรับทิศทางหนังสือพิมพ์ไทยในอนาคต เราก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าคนจะยังอ่านอยู่หรือไม่? แต่แน่นอนว่าสิ่งที่จะทำให้คนกลับมาเสพสื่อสิ่งพิมพ์ นอกจากความคลาสสิก อีกสิ่งที่สำคัญคือ “คอนเทนต์” ที่ใส่เข้าไป ยิ่งทำให้ตรงใจกลุ่มผู้อ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าไปครองใจคนมากเท่านั้น

แสดงความคิดเห็นหน่อย

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.